บุหรี่คร่าชีวิตชาวโลก 1 ใน 10

บุหรี่คร่าชีวิตชาวโลก 1 ใน 10

The Lancet วารสารทางวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลกตีพิมพ์รายงานซึ่งเป็นผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนทั่วโลกพบว่า จำนวนผู้สูบบุหรี่ทั้งชายและหญิงในปัจจุบัน ปรับลดลงในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1990 โดยผู้ชายที่สูบบุหรี่มีอัตราส่วน 1 ใน 4 คน ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ 1 ใน 20 คน รวมแล้วประมาณ 930 ล้านคนทั่วโลก

แม้ผู้สูบจะลดลง แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากบุหรี่กลับเพิ่มขึ้นถึง 4.7% หรือมีจำนวน 6.4 ล้านราย ในปี 2015 รวมแล้วมีชาวโลก 1 ใน 10 คนเสียชีวิตเพราะสาเหตุนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และยังเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การตลาดของบริษัทยาสูบ โดยหันไปเน้นตลาดใหม่ๆ เช่น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งแนวโน้มนี้อาจจะยิ่งทำให้มีอัตราการตายเพราะบุหรี่เพิ่มขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 2 รองจากความดันโลหิตสูงโดยประเทศที่มีอัตราส่วนการเสียชีวิตจากบุหรี่มากที่สุด 4 อันดับแรก และครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศเหล่านี้ คือ จีน อินเดีย สหรัฐ และ รัสเซีย ส่วนที่เหลือคือ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น บราซิล และเยอรมนี มีอัตราส่วนการสูบบุหรี่ 2 ใน 3 ของทั้งโลก

ทำไมยิ่งอายุมาก ยิ่ง“หลับ”น้อยลง

ทำไมยิ่งอายุมาก ยิ่ง“หลับ”น้อยลง

ผลงานศึกษาวิจัยชิ้นใหม่ของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ นำโดยแมทธิว วอล์คเกอร์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการ นิวโรอิเมจจิงและการหลับ ที่เบิร์กลีย์ ขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับการนอนหลับที่มีมานานว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้นจะนอนหลับสนิทน้อยลงนั้น เป็นเพราะร่างกายต้องการการหลับน้อยลง หรือเป็นเพราะคนเราไม่สามารถหลับสนิทได้นานเท่าที่ต้องการเมื่ออายุมากขึ้น

งานวิจัยใหม่นี้มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ข้อเท็จจริงคือ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ยังคงต้องการการนอนหลับสนิทเท่าเดิม เพียงแต่ทำไม่ได้อย่างที่ต้องการเท่านั้นเอง ธรรมชาติของสัตว์โลกทุกชนิดต้องการการนอน ศาสตราจารย์วอล์คเกอร์ ระบุเหตุผลว่า เนื่องจากการนอนเป็นสิ่งจำเป็นต่อมีชีวิต ในกรณีของมนุษย์ อวัยวะสำคัญๆทุกอย่าง รวมถึงระบบต่างๆ ภายในร่างกายล้วนต้องการการนอนหลับจึงสามารถจะทำหน้าที่ได้ตามปกติที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบด้วยว่า การขาดการนอนหลับสนิทนั้น ส่งผลกระทบให้เกิดโรคจำนวนมาก ตั้งแต่โรคที่เกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด, เบาหวาน และโรคอ้วน ในเวลาเดียวกันก็พบด้วยว่า เมื่อเราอายุมากขึ้นความสามารถในการนอนหลับสนิทจริงๆก็จะลดลงเรื่อยๆ

วอล์คเกอร์และทีมวิจัยระบุว่า สาเหตุของการนอนหลับน้อยลงเมื่อสูงวัยขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการที่สมองของเราสูญเสียการเชื่อมต่อระหว่างระบบประสาทที่ทำหน้าที่รับคำสั่งให้นอนหลับไปนั่นเอง ซึ่งจะแตกต่างจากในสัตว์ โดยเมื่อทีมวิจัยทดลองตรวจหาและวัดปริมาณกับชนิดของสัญญาณทางเคมีที่หลั่งออกมาของหนูทดลองอายุน้อยกับหนูทดลองสูงอายุแล้วพบว่า เคมีสัญญาณดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยไม่ว่าหนูทดลองจะอายุมากเพียงใด

สัญญาณที่ส่งไปยังสมองของคนเพื่อให้นอนหลับก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่เกิดปัญหาขึ้นที่ตัวรับสัญญาณดังกล่าว ซึ่งจะค่อยๆลดความสามารถในการรับสัญญาณลงเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ สมองของคนสูงอายุจึงรับสัญญาณที่จัดการคิวการนอนได้ลดน้อยลง ทำนองเดียวกับเสารับสัญญาณวิทยุที่ขีดความสามารถในการรับสัญญาณลดน้อยลง แม้ว่าจะมีสัญญาณมาคงที่เท่าเดิม ก็รับไม่ได้

วอล์คเกอร์ระบุว่า ข้อที่น่าสนใจอย่างมากจากงานวิจัยใหม่นี้ก็คือ ก่อนหน้านี้เราเคยเข้าใจกันว่า ความชราภาพของคนเราทำให้นอนหลับได้น้อยลง แต่ผลงานวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การนอนหลับน้อยลงคือเหตุปัจจัยหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดภาวะชราภาพในมนุษย์ ศาสตราจารย์วอล์คเกอร์ตั้งความหวังว่า ผลจากความเข้าใจใหม่นี้น่าจะช่วยให้เกิดวิธีการใหม่ๆที่ดีกว่าเดิมในการต่อสู้กับภาวะชราภาพ ที่เป็นปัญหาสากลของมนุษย์ได้นั่นเอง

ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า “รีเซปเตอร์” หรือหน่วยรับสัญญาณการนอนหลับในสมองของคนเรา เริ่มเสื่้อมลงในทันทีที่คนเราอายุเข้าสู่ตอนปลายของอายุ 20 ปีไปจนถึงตอนเริ่มต้นอายุ 30 ปี ไม่ได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อสูงอายุมากๆแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามขีดความสามารถที่ลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อคนเราอายุถึง 50 ปี ความสามารถในการรับสัญญาณของรีเซปเตอร์ก็จะลดลงเหลือเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ของความสามารถเมื่อตอนอายุ 20 ปี ผู้ที่อายุ 50 ปี จึงมีความสามารถในการนอนหลับสนิท (ดีพ สลีพ) เพียง 50 เปอร์เซ็นต์ของเมื่อตอนอายุ 20 ปีนั่นเอง เมื่ออายุถึง 70 ปี แต่ละคนก็จะมีความสามารถในการนอนหลับที่มีคุณภาพจริงๆเหลือน้อยมาก โดยจะหลับๆตื่นๆ แทนที่จะหลับสนิทจนครบวัฏจักรการนอนเต็มที่เหมือนก่อนหน้านี้

วอล์คเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่า จนถึงขณะนี้ยังมีงานวิจัยอยู่น้อยในการพัฒนายาเพื่อแก้ปัญหานอนไม่หลับ และที่มีก็ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา มีเพียงยานอนหลับซึ่ง ทำให้เราไม่ตื่นขึ้นมาตอนกลางคืนก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราหลับลึกหรือหลับสนิท ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ก่อให้เกิดการนอนที่มีคุณภาพจริงๆนั่นเอง มีบางวิธีที่มีแนวโน้มว่าจะได้ผลอย่างเช่น การจ่ายกระแสไฟฟ้าอ่อนๆเข้าสู่สมอง หรือ การบำบัดพฤติกรรมเกี่ยวกับการรู้คิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีการศึกษาวิจัยกันต่อไปโดยมุ่งไปที่การแก้ปัญหาการเสื่อมสภาพของรีเซปเตอร์นั่นเอง

เรื่องน่ารู้: มังคุด

เรื่องน่ารู้: มังคุด

มังคุดเชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะซุนดาและหมู่เกาะโมลุกกะ เป็นผลไม้ที่นิยมอย่างมากในแถบเอเชีย โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้”

เพราะลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบบนหัว คล้ายๆ กับมงกุฎของพระราชินี เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง ทั้งเนื้อในและ เปลือกในการรักษาโรค มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและ การเกิดริ้วรอย มีฤทธิ์ในการจับอนุมูล อิสระต่างๆ ได้มากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ

ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส แข็งแรง ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้ แข็งแรง มีส่วนช่วยป้องกันอาการไข้ ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เป็นต้น

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้

มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูง

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย สถิติจากสถาบันมะเร็งบอกว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28.6 คนต่อประชากร 1 แสนคน และมีอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชายกลับมีการพูดถึงน้อยมาก

ข้อมูลในสหรัฐระบุว่า มะเร็งเต้านมในผู้ชายมีอัตราราวร้อยละ 1 ของมะเร็งเต้านมที่พบทั้งหมด คิดเป็นตัวเลขราว 2,500 คน จากจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตราว 500 คนต่อปี

มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูงเช่น มีญาติพี่น้องผู้หญิงป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม หรือมีความไวต่อการรับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีโครโมโซมเป็น XXY

มีข้อมูลว่าผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 1 ใน 5 มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และมียีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้การบริโภคแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคอ้วน ก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้มะเร็งถามหาเช่นกัน

แม้ว่าสถิติของผู้ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมจะน้อย แต่แพทย์ส่วนใหญ่ต่างระบุว่า ผู้ชายไม่ค่อยรู้ตัวและปล่อยให้มะเร็งลุกลามจนเกินขั้นรักษา ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมเข้ารับตรวจเต้านม (mammogram) ตอนอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจเต้านมเลยตลอดทั้งชีวิต เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่มีทางเกิดกับตน

อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เริ่มมีก้อนเนื้อที่หน้าอก เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง แต่ผู้ชายมีเนื้อเยื่อหน้าอกน้อยกว่าทำให้สังเกตได้ยาก ผู้ชายส่วนใหญ่จะเริ่มรู้ว่าตนเองมีก้อนเนื้อก็ต่อเมื่อมะเร็งเริ่มลามไปถึงหัวนม หรือมีเลือดออกบริเวณหัวนม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอาการลุกลาม และก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในหน้าอก ก็อาจลุกลามไปยังระบบต่อมน้ำเหลืองเสียแล้ว

การรักษามะเร็งเต้านมชาย ไม่แตกต่างจากการรักษามะเร็งเต้านมของผู้หญิง ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและดุลพินิจของแพทย์ว่าจะต้องใช้วิธีการใด ได้แก่ การตัดเนื้อเยื่อหน้าอกออก การฉายแสง การทำคีโม หรือใช้ฮอร์โมนรักษาให้เนื้อมะเร็ง ซึ่งไวต่อฮอร์โมนเพศหญิงหายไป

คำแนะนำของแพทย์ส่วนใหญ่ในการป้องกันมะเร็งเต้านมชายคือ หมั่นตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้ง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และรู้จักสังเกตร่างกายตัวเองด้วยการคลึงเต้านมเหมือนการตรวจเต้านมผู้หญิง ถึงแม้จะไม่เจอ แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าอกตนเองผิดปกติก็ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว และอย่าคิดว่าตนเองไม่น่าจะป่วยด้วยโรคแบบนี้ มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้ได้

ท้องผูกทำอย่างไรดี

ท้องผูกทำอย่างไรดี

‘ท้องผูก’ หมายถึง การที่ลำไส้ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ง่ายและสม่ำเสมอ โดยมีความถี่ของการขับถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ร่วมกับก้อนอุจจาระมีลักษณะแข็งและยากต่อการขับถ่ายออกมา

ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการรับประทานอาหารไม่สม่ำเสมอและมีปริมาณเส้นใยไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ) ผู้ที่มีภาวะลำไส้แปรปรวน การใช้ยาบางชนิด และการใช้ยาระบายไม่ถูกต้อง

ดังนั้น เราจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก เช่น รับประทานอาหารที่มีปริมาณเส้นใยให้เพียงพอ โดยรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม เพื่อให้ได้กากใยอาหารประมาณ 20-35 กรัมต่อวัน ดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5-2.0 ลิตรต่อวัน หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น ฝึกนิสัยการขับถ่ายที่ดี และหลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายโดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว ยังมีอาการท้องผูกเรื้อรังและมีอาการรุนแรงมากขึ้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอาการอย่างถูกต้องต่อไป

“ไข่ไก่” กินได้ทุกวัย

"ไข่ไก่" กินได้ทุกวัย

ไข่ไก่ 1 ฟอง มีกรดอะมิโนจำเป็นทุกชนิด มีวิตามินและเกลือแร่อีกหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) วิตามินบี 12 เหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินอี เซเรเนียม (Selenium) ที่ช่วยป้องกันโรค อัลไซเมอร์ ช่วยชะลอวัย และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งยังเป็นแหล่ง DHA และ EPA ที่ช่วยป้องกันโรคสมาธิสั้นในเด็ก

นอกจากนั้นไข่ไก่ยังเป็นหนึ่งในอาหารธรรมชาติไม่กี่ชนิดที่มีวิตามินดี และไข่แดงยังมีปริมาณเลซิตินและโคลีนมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ซึ่งเลซิตินและโคลีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกายและสมองของมนุษย์ เช่น ช่วยเพิ่มเซลล์สมองและพัฒนาระบบประสาทให้กับเด็ก ช่วยปรับไขมันในเลือดให้ดีขึ้น โดยเพิ่มเอชดีแอล-คอเลสเตอรอล และลดแอลดีแอล-คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์

คุณสมบัติของไข่ไก่มีความเหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย สำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติสามารถรับประทานไข่ไก่ได้วันละ 1-2 ฟอง แต่คนไทยกลับมีการบริโภคไข่ไก่ในปริมาณที่ต่ำมาก โดยในปี 2558 มีการบริโภคที่ 220 ฟองต่อคนต่อปี ขณะที่การบริโภคไข่ของประเทศอื่นๆ เช่น จีน มีการบริโภคที่ 340 ฟองต่อคนต่อปี ญี่ปุ่น 330 ฟองต่อคนต่อปี มาเลเซีย 300 ฟองต่อคนต่อปี และสหรัฐอเมริกา 290 ฟองต่อคนต่อปี

นอกจากนี้ งานวิจัยของ Frank B.Hu และคณะ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด สหรัฐอเมริกา ที่ศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคไข่ไก่และความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด จากกลุ่มคนกว่า 110,000 คน เป็นระยะเวลา 14 ปี ได้ผลสรุปว่าการรับประทานไข่ไก่วันละ 1 ฟอง ไม่ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ขณะที่มีงานวิจัยอื่นๆ อีก 5 ฉบับที่ช่วยยืนยันว่า ในคนที่มีร่างกายปกติสามารถรับประทานไข่ไก่ได้สัปดาห์ละ 6 ฟอง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง แต่จะมีความเสี่ยงสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ออกกำลังให้เฟิร์ม ต้องถูกท่าและถูกทาง

ออกกำลังให้เฟิร์ม ต้องถูกท่าและถูกทาง

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนออกกำลังกายอย่างหนักทุกวัน อาหารก็ควบคุมแต่ไม่ได้ผลดีเท่าคนอื่น คำตอบนั้นอาจอยู่ที่ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆเช่นการออกกำลังกายผิดท่า
ท่าในการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม แต่หากคุณต้องการจะพัฒนาฝีมือให้สูงขึ้น เรื่องของท่าทางที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น การเล่นกล้ามหน้าอกที่มีอยู่ 3 ส่วน คือ อกบน กลาง และล่าง คนส่วนใหญ่จะเล่นเฉพาะอกส่วนกลางเพราะเป็นท่าพื้นฐานตามตำราที่ทำง่ายที่สุด แต่สำหรับคนที่เล่นเป็นจะรู้ว่าในท่าเดียวกันแต่เปลี่ยนองศาการนั่งก็มีผลในการออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าอกให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งการเล่นกล้ามเนื้อมัดเล็ก อาจจะต้องใช้ทริกในการทำมุมข้อมือก็ให้ผลการออกกำลังในอีกแบบหนึ่ง

ในการวิ่งมาราธอน การวิ่งลงเต็มเท้า กับการวิ่งด้วยปลายเท้าก็ให้ผลการวิ่งที่แตกต่างกัน คนส่วนมากจะวิ่งลงเต็มเท้าอาจจะค่อนไปทางส้นเท้าหรือปลายเท้าขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคน แต่สำหรับนักกีฬาอาชีพพวกเขาเลือกที่จะวิ่งโดยใช้ปลายเท้าลงพื้น แรกๆ อาจจะฝืนและปวดน่องกว่าการวิ่งปกติ แต่ถ้าฝึกจนชำนาญก็จะวิ่งระยะทางไกลได้เร็วกว่านักวิ่งทั่วไป

ดังนั้น เรื่องของท่าทางในการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไปไม่ได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาฝีมือและป้องกันอาการบาดเจ็บ โดยมีหลักง่ายๆ ในการดูว่าท่าทางการออกกำลังกายของเราถูกต้องไหม ให้เช็กด้วยการส่องกระจก นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมฟิตเนสต่างๆ จึงติดกระจกบานใหญ่ไว้ทั่วห้อง

ต่อมาให้เช็กว่า ท่าที่เราออกกำลังนั้นมีการบิดงอตามข้อมือ ข้อศอก และหัวเข่าหรือไม่ ท่าที่ถูกต้องข้อมือจะต้องตรงแนวหลังมืออยู่ระนาบเดียวกับแขนท่อนล่าง การออกแรงต้องมีแรงกระแทกย้อนกลับมากเกินไป เท้าวางในตำแหน่งที่มั่นคง แนวกระดูกสันหลังตรงไม่โค้งงอ ไม่มีการฝืนข้อต่อของร่างกายมากเกินไป ลองเช็กสิ่งเหล่านี้ดู เพราะอาจเป็นขั้นบันไดสู่เป้าหมายที่หายไปของคุณก็เป็นได้

วอร์มอัพให้เป็น ก่อนเริ่มออกกำลังกาย

วอร์มอัพให้เป็น ก่อนเริ่มออกกำลังกาย

เป็นที่รู้กันดีว่าก่อนจะออกกำลังกายเล่นกีฬาอะไรก็ตามเราต้องทำการวอร์มอัพยืดเส้นยืดสายเสียก่อนไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดอาการกล้ามเนื้อฉีกขาดบาดเจ็บระหว่างการเล่นได้และวิธีต่อไปนี้คือวิธีการที่จะช่วยให้คุณวอร์อัพก่อนออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง
การวอร์มอัพที่ดีนั้นเราจะต้องใช้เวลาในการวอร์อัพก่อนออกกำลังกายประมาณ  5- 8 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายว่าพร้อมขนาดไหน บางคนนั่งรถสาธารณะมาออกกำลังกายที่ฟิตเนสตอนเย็นก็ใช้เวลาในการวอร์มอัพเพียงเล็กน้อยเพราะในระหว่างวันกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นต่างๆได้ถูกใช้งานจนอยู่ตัวในระดับหนึ่ง ที่เหลือก็คือ การยืดเส้นยืดสายให้ตื่นตัวอีกเล็กน้อยก่อนเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง

ส่วนคนที่ออกกำลังการตอนเช้า จะต้องใช้เวลาในการวอร์มอัพนานสักหน่อยเพราะร่างกายของเราเพิ่งออกจากการพักระหว่างนอนหลับและอาจจะใช้เวลานานขึ้นหากออกกำลังกายในสภาพอากาศที่เย็นจัด

ถ้าคุณออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือปั่นจักรยาน หลังจากยืดกล้ามเนื้อแล้วเราแนะนำให้คุณวอร์มอัพร่างกายก่อนวิ่งระยะทางไกลด้วยการเดินด้วยความเร็วประมาณ 6 กม.ต่อชม. ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตัวจากนั้นค่อยไต่ระดับความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายค่อยปรับตัว

สิ่งสำคัญสุดท้ายในการวอร์มอัพก็คือควรให้ความสำคัญกับการยืดกล้ามเนื้อ เมื่อใดที่คุณยืดกล้ามเนื้อแล้วรู้สึกตึงปวดแสดงว่ากล้ามเนื้อในส่วนนั้นอาจจะยังไม่พร้อมใช้งานเต็มที่ ควรยืดกล้ามเนื้อจนกว่าความตึงปวดนั้นจะทุเลาลงแล้วค่อยเริ่มออกกำลังกาย หากฝืนรีบออกกำลังกายแทนที่คุณจะได้ผลาญแคลลอรี่อาจจะกลายเป็นการเสียเงินหาแพทย์เพื่อรักษาอาการกล้ามเนื้อฉีกแทนก็เป็นได้

โรคจิตเภท

โรคจิตเภท

โรคจิตเภท หรือ โรค Schizophrenia

โรคจิตเภท เป็นกลุ่มอาการของโรคที่มีความผิดปกติของความคิด และการรับรู้ที่ผิดไปจากความเป็นจริง ทำให้มีพฤติกรรมแปลกๆ ส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สาเหตุของโรคจิตเภท เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง

สัญญาณอาการที่เข้าข่าย

เช่น อาการหลงผิด, มีความคิดแปลกๆ, ไม่อยากพบใคร, พูดคุยไม่รู้เรื่อง, ประสาทหลอน, มีพฤติกรรมที่ผิดปกติจากคนอื่น, ไม่ดูแลตนเอง และไร้อารมณ์ เป็นต้น

หอมแดง : แก้หวัดคัดจมูก

หอมแดง : แก้หวัดคัดจมูก

ชื่ออื่นๆ : หอม หอมไทย หอมหัว หอมเล็ก หอมบัว หอมแบ่ง ฯลฯ สรรพคุณทางยาใบใช้แก้หวัดและเลือดกำเดาออก หัวหอมแก้ไข้มีเสมหะ ขับลม แก้ท้องอืดแน่น ช่วยย่อยอาหารทำให้เจริญอาหาร แก้บวมน้ำ ฆ่าพยาธิ แก้อาการอักเสบ หากใช้ในปริมาณน้อย บำรุงผมให้งอกงาม ทำให้ผิวหนังสดชื่น แก้ไข้ ถูทาผิวหนังทำให้ร้อน ขับเสมหะ แก้โรคในปาก บำรุงธาตุ แก้หวัดคัดจมูก

วิธีใช้ :

1.แก้หวัดคัดจมูก ให้ตั้งหม้อน้ำบนเตาไฟ ทุบหัวหอมแดงหลายๆ หัวลงไป พอมีไอร้อนเกิดขึ้น เอาหน้า (คนที่ป่วย) เข้าไปอังสูดดมไอนั้น เพื่อบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก หรือใช้หัวเล็กปอกเปลือกทุบพอแตก ห่อผ้าบางๆ วางไว้ตรงหัวนอน เพื่อให้กลิ่นหัวหอมเข้าจมูก ช่วยทำให้จมูกโล่ง บรรเทาหวัด

2.แก้ท้องอืด แน่นเฟ้อ ขับลม ซอยหอมแดงเป็นแว่นต้มเอาน้ำดื่ม

3.หัวใช้ผสมกับหัวเปาะหอม ว่านน้ำ ดินประสิว ใช้สุมหัวเด็กเล็กแก้หวัดคัดจมูก หายใจไม่สะดวก ขับลมในลำไส้ หรือหัวหอมอย่างเดียวใช้ดับพิษแมลงกัดต่อย

4.แก้หอบหือ ไอเรื้อรั้ง ใช้หัวหอมขนาดประมาณหัวแม่มือ ใส่ขิงและกระเทียม ผสมน้ำ 1 แก้ว แล้วปั่นกรองเอาแต่น้ำใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ บีบมะนาว 2-3 ลูก ดื่มวันละ 1 แก้ว หลังแปรงฝันเสร็จ อาการหอบหืดจะค่อยๆ ดีขึ้น

5.แก้ผื่นคัน ลดการอักเสบ หอมแดง 4-5 หัว ตำให้แหลก คั้นเอาน้ำ แล้วนำไปแช่ตู้เย็น 30 นาที จากนั้นนำมาทาบริเวณที่เป็นเม็ดผดผื่น

6.รักษาสิวและลดรอยด่างดำ หอมแดง 4-5 หัว ล้างให้สะอาดแล้วนำมาย่างไฟ หรือฝานบางๆ ใช้แปะไว้บริเวณที่เป็นสิวหรือรอยด่างดำบนใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา และปลายจมูก เพราะอาจเกิดการระคายเคืองจากกำมะถันในน้ำหอมแดง ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก ทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ รอยด่างดำจะค่อยๆ จางลง

ข้อควรระวัง : กินหัวหอมปริมาณมากเป็นประจำ อาจทำให้หลงลืมได้ง่าย รากผมเป็นโรคเรื้อรัง ผมไม่เจริญงอกงาม ทำให้มีกลิ่นตัว ฟันเสีย เลือดน้อย ตาฝ้ามัวไม้แจ่มใส ถ้ากินปริมาณมากเกินอาจทำให้ประสาทเสียได้

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **