คลังเก็บหมวดหมู่: Uncategorized

หัวเราะ ยาอายุวัฒนะที่ถูกที่สุดในโลก

หัวเราะ ยาอายุวัฒนะที่ถูกที่สุดในโลก

นอกจากเสียงหัวเราะจะทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นแล้ว การหัวเรายังช่วยรักษาโรคบางอย่างได้ด้วย ถือเป็นวิธีดูแลทั้งร่างกาย และจิตใจที่ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่คุณหัวเราะร่างกายทุกส่วนก็จะทำงานดีขึ้น อย่างที่ยาตัวไหนในโลกก็ให้คุณไม่ได้

สมอง ฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างเอ็นดอร์ฟิน ที่ร่างกายปล่อยออกมาเมื่อคุณหัวเราะเป็น ‘เพชฌฆาตความเจ็บปวด’ ซึ่งส่งผลให้คุณอารมณ์ดี และสมองก็จะถูกกระตุ้นให้มองโลกในแง่ดี คิดอะไรในเชิงบวกและสร้างสรรค์ จึงทำให้ความเครียด ไมเกรน หรือโรคซึมเศร้าหายไป แถมความทรงจำยังดีขึ้นด้วย

การหายใจ และระบบไหลเวียนโลหิต ระหว่างที่หัวเราะ ร่างกายจะมีการหายใจเข้า กลั้นหายใจ และหายใจออก จึงทำให้เราห่างไกลจากโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ นอกจากนี้ เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น อาการปวดหัว เวียนหัว เหนื่อยง่าย และใจสั่นก็จะกลายเป็นเรื่องไกลตัว

ระบบย่อยและขับถ่าย เวลาหัวเราะ อวัยวะในช่องท้องอย่างลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ตับ ไต ไส้ กระเพาะ จะมีการเคลื่อนไหว จึงทำให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคอ้วน บูลิเมีย ท้องผูก เบื่ออาหาร แถมยังเป็นการกระชับหน้าท้องไปในตัวด้วย

ผิวพรรณ เมื่อเราหัวเราะ ก็ต้องอ้าปากกว้าง ๆ เพื่อปลดปล่อยเสียงหัวเราะออกมา ทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าได้เคลื่อนไหว ยืดหยุ่น ไม่ตึง และเกร็งใบหน้าตามไปด้วย ประกอบกับความผ่อนคลายจากการหัวเราะ ทำให้เรานอนหลับสนิท ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ผิวพรรณก็เลยเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น ดูสวยใสเหมือนสาวสองพันปีเชียวล่ะ

ระบบภูมิคุ้มกัน มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พิสูจน์แล้วว่า การหัวเราะช่วยเพิ่มระดับแอนตี้บอดี้ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้หมุนเวียนในกระแสเลือดมากขึ้น และยังเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นตัวดักจับสิ่งแปลกปลอมในร่างกายอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าการหัวเราะเป็นกลไกการฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อรู้ถึงข้อดีของการหัวเราะแล้ว ก็อย่าลืมหัวเราะเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจกันด้วยล่ะ แต่อย่าเผลอไปหัวเราะคนเดียวบ่อยๆ นะ เดี๋ยวเขาจะหาว่าคุณเป็นบ้า 555

ปาร์ตี้เพลิน หุ่นไม่พัง

ปาร์ตี้เพลิน หุ่นไม่พัง

แฮงค์เอาท์ปาร์ตี้กับเพื่อนสาวทีไร มีอันต้องเผลอกินเผลอดื่มมากกว่าที่ตั้งใจไว้ทุกทีซิน่า รู้ตัวอีกทีตาชั่งก็สั่นสะท้านซะละ มาหาทริก กินเยอะแต่ไม่อ้วน กันเถอะ

วันหยุดทีไร แก๊งเพื่อนสาวชอบนัดไปแฮงค์เอาท์ ตระเวนหาร้านอาหารอร่อยๆ กินซะทุกที เรารึก็กำลังไดเอต แต่จะไม่ไปก็มีงอนแน่ๆ ว่าแต่ไปแล้วจะ กินยังไงไม่ให้อ้วน ล่ะเนี่ย ?? เอาน่าาา ไปสักหน่อยแล้วใช้ทริก 6 ข้อนี้ก็ช่วยได้เยอะ

สำรวจข้อมูลร้านที่สนใจ

หาเรามีเมนูที่สนใจอยากกินอยู่แล้ว ลองสำรวจจากทางเว็บไซต์หรือ Facebook Fan Page ของทางร้านโดยตรง ว่าเค้ามีเมนูนั้นมั้ย หรืออยากเช็คว่าร้านที่เพื่อนเสนอมาเป็นร้านเด็ดจริงหรือเปล่า ก็ดูจากเว็บรีวิวอาหารหรือเว็บบอร์ดต่างๆ ได้เลย

ใครที่ซีเรียสเรื่องการคุมอาหารหน่อยก็อาจจะต้องเล็งหาเมนูที่ปรุงด้วยวิธี อบ ย่าง นึ่ง ตุ๋น และลิสต์ไว้ว่าเราจะกินอะไรบ้าง อย่าให้ความหิวครอบงำ ไปถึงร้านแล้วสั่งๆๆๆ จนรู้ตัวอีกทีอาหารเต็มโต๊ะ

เสนอชื่อร้านไปเลย

ไม่ได้แค่แก๊งเราแก๊งเดียวแน่ๆ เราเชื่อว่าสาวๆ ทุกกลุ่มเป็นกัน เวลาตัดสินใจเลือกร้านสักร้าน ต้องมีหลายคนที่บอกว่า อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ แล้วเกี่ยงให้คนอื่นเลือกแทน เพราะงั้น.. เพื่อเป็นการตัดปัญหาว่าจะต้องไปลงเอยในร้านที่เราไม่อยากกิน เสนอชื่อร้านที่เราชอบหรือตั้งใจไปกินเลยค่ะ ทางที่ดีบอกเพื่อนไปด้วยว่าเรากำลังไดเอต จะได้เปลี่ยนจากแนวฟาสต์ฟู้ดมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

น้ำเปล่าแก้วโตๆ

ก่อนออกจากบ้านไปตามนัด ให้ดื่มน้ำเปล่าแก้วใหญ่ๆ สักแก้วด้วยเหตุผลที่ว่า ช่วยเบรกการสั่งน้ำหวานหรือน้ำอัดลมไดั แถมยังเป็นการลดพื้นที่กระเพาะ ไม่ให้เรากินมากเกินควร นอกจากนี้ อาจจะหาอะไรกินรองท้องไปก่อน อย่างเช่น ถั่ว อัลมอนด์ ธัญพืช สักกำมือจะได้ไม่หิวจัด จนซัดทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะ

ของหวานหารกัน

แม้จะไดเอต แต่เราไม่จำเป็นต้องงดขนมหลังอาหารแบบเด็ดขาดก็ได้นะ จะห้ามเพื่อนไม่ให้กินก็จะพลอยหมดสนุกเอา แต่ถ้าปล่อยเพื่อนกินแล้วเรานั่งดู เราเองนี่ล่ะที่สติแตกเอา เดินทางสายกลางเนอะ สั่งมาแค่เมนูสองเมนูแล้วหารกันแบ่งกันกินกับเพื่อนแค่คนละคำสองคำให้หายอยากก็เพียงพอแล้วละจ้า

ขอห่อกลับ

คนนั้นอยากกินเมนูนนี้ คนนี้อยากกินเมนูโน้น เอ้าา… ไปๆ มาๆ อาหารเต็มโต๊ะ แต่กินกันไม่ไหว เสียดายเงินอ่ะ อย่าอายที่จะขอห่อกลับ เพราะนั่นมันเงินเรานะ เก็บไว้กินมื้อหน้าดีกว่า หรือจะให้คนที่เค้าอยากกินก็ยังดีกว่าเหลือทิ้งไปเฉยๆ น่าาา

อย่านั่งชิลล์นาน

กินอาหารหมดแล้วแต่ยังนั่งละเลียด เมาท์มอยกับเพื่อน หรือสไลด์มือถือไปมา เชื่อเถอะว่าต้องมีสั่งอาหารระลอกสองระลอกสามตามมาแน่ๆ เพราะงั้นตัดปัญหาด้วยการเช็คบิลล์ แล้วออกไปหาแอ็คทิวิตี้อื่นทำดีกว่า

ยา..กับยานพาหนะ

ยา..กับยานพาหนะ

สำหรับผู้ที่ต้องขับขี่ยานพาหนะพร้อมๆ กับการใช้ยาจึงควรระมัดระวังปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากยา และส่งผลเสียต่อการควบคุมยานพาหนะมียาหลายชนิดที่ส่งผลเสียต่อการขับขี่ยานพาหนะ ได้แก่

1.ยาต้านฮิสทามีน ที่นิยมเรียกว่า ยาแก้แพ้ หรือยาแก้โรคภูมิแพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน ที่พบทั้งชนิดที่เป็นยาเดี่ยวเม็ดสีเหลืองขนาดเล็ก และชนิดที่ผสมในยาแก้ไข้หวัดที่บรรจุแผงละ 4 เม็ด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการกดประสาท ง่วงนอน หรือหลับในได้

2.ยาคลายเครียด/คลายกังวล และยานอนหลับ เช่น ไดอะซีแพม อัลพราโซแลม ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง และมักได้จากการสั่งจ่ายของแพทย์เท่านั้น เพื่อลดความกังวล ใจสั่น และนอนหลับยาก เมื่อใช้ยากลุ่มนี้อาจจะส่งผลต่อการขับขี่โดยตรง ทำให้เกิดอาการง่วงนอน มึนงง วิงเวียนศีรษะ

3.ยาแก้ปวด ชนิดที่ใช้กันอยู่ประจำ คือ พาราเซตามอล จะไม่ส่งผลต่อความสามารถในการขับขี่ จึงใช้ได้ในขณะขับรถ แต่ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมอนุพันธ์ของฝิ่น ซึ่งใช้ในรายที่ปวดรุนแรง เช่น ปวดข้อ ปวดฟัน จะส่งผลต่อการทำงานของสมองได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเอง ขณะที่ใช้ยาชนิดนี้

4.ยาแก้โรคพาร์กินสัน/ยาแก้โรคซึมเศร้า/ยาแก้โรคจิต ยาเหล่านี้จะออกฤทธิ์ต่อสมอง และส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในการรับรู้ของอวัยวะต่างๆ และสั่งการทำงานของแขนขาได้ ซึ่งจะต้องระวังเช่นกัน

‘ลูกหว้า’ ช่วยยับยั้งมะเร็ง

'ลูกหว้า' ช่วยยับยั้งมะเร็ง

ลูกหว้า มีสรรพคุณช่วยยับยั้งมะเร็ง

ผลไม้ที่เมื่อสุกจะมีผลสีม่วงเข้มจนถึงดำคล้ายองุ่นรสชาติจะออกหวานและมีรสฝาดเล็กน้อย นิยมนำมาทำแปรรูปเป็นน้ำลูกหว้า เยลลี่ และแยม สารที่มีอยู่ในลูกหว้าจะเป็นสารกลุ่มแอนโธไซยานิน (ไซยานิดิน) กรดเอลลาจิก กรดเฟอรูลิก ซึ่งสารกลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านฤทธิ์ของสารก่อมะเร็ง โดยพบว่า สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านมได้

สารอาหารสมอง ใน “น้ำนมแม่”

สารอาหารสมอง ใน "น้ำนมแม่"

เป็นที่ทราบกันดีว่า “สมอง” จะมีการพัฒนาสูงสุดถึง 80% ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 3 ขวบปีแรก และสุดยอดอาหารสำหรับทารกและการพัฒนาสมองที่มีประโยชน์ที่สุด ตามธรรมชาติก็คือ “น้ำนมแม่” ซึ่งคุณแม่ควรจะให้นมลูกรักเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพราะในน้ำนมแม่มีสารอาหารที่สำคัญกว่า 200 ชนิดต่อการเจริญเติบโต ภูมิคุ้มกัน อนุมูลอิสระที่จำเป็นสำหรับทารก

และเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้มีเรื่องที่ย้ำถึงความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดย ศ.เจฟฟรีย์ เคลกฮอร์น ผู้อำนวยการสถาบัน Institute of Health & Biomedical Innovation for Child Health Research Centre of Queensland University of Technology ประเทศออสเตรเลีย ได้ออกมาเปิดเผย ถึงงานวิจัยทางการแพทย์ว่า มีการค้นพบสารอาหารบำรุงสมองในนมแม่ ได้แก่ “MFGM” หรือเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนม ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด ทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง ช่วยเพิ่มความเร็วในการรับส่งสัญญาณประสาท โดยจากการศึกษาในห้องปฏิบัติ การพบว่า เมื่อ MFGM ทำงานร่วมกับ DHA จะช่วยเสริมการเชื่อมต่อเซลล์สมองเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า เด็กที่ได้รับประทานนมที่มี MFGM และ DHA นอกเหนือจากจะมีการพัฒนาความฉลาดได้อย่างเต็มระบบ ยังมีความฉลาดทางอารมณ์ พออายุ 2.5-6 ปี ก็จะมีสมาธิจดจ่อมากขึ้น ไม่ก้าวร้าวและอารมณ์ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสู่การพัฒนาที่ดีในแง่ทัศนคติและพฤติกรรมของเด็กในอนาคต

สำหรับคุณแม่หลังคลอดบางท่านที่มีน้ำนมไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวได้ หรือถูกห้ามในการให้นมเนื่องจากติดเชื้อบางชนิด รศ.นพ.สรายุทธ สุภาพรรณชาติ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ก็ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เอื้อให้สามารถสกัด MFGM เติมในผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับเด็กได้ หากคุณแม่ไม่สามารถให้นมได้ ควรให้นมผสมที่มีความใกล้เคียงกับนมแม่ ก็จะช่วยพัฒนาสมองและพัฒนาการได้ใกล้เคียงกับเด็กที่ดื่มนมแม่

อนึ่ง MFGM ช่วยในขบวนการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมองนับแสนล้านเซลล์ ยิ่งเซลล์สมองมีการเชื่อมต่อมากขึ้นและเร็วขึ้นเท่าไร พัฒนาการทางสมองของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

เลือกอุปกรณ์วัดไข้ให้เหมาะสม เมื่อลูกน้อยไม่สบาย

เลือกอุปกรณ์วัดไข้ให้เหมาะสม เมื่อลูกน้อยไม่สบาย

ภาวะไข้ เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็ก ถ้าไม่ได้รับการดูแลเบื้องต้นอย่างถูกวิธี อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดย “ภาวะไข้” หมายถึง ภาวะที่เด็กมีอุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.6 องศาเซลเซียส ขึ้นไป โดยอายุของผู้ถูกวัดและบริเวณร่างกายที่วัดจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ทำให้มีการใช้อุปกรณ์วัดไข้ในเด็กที่แตกต่างกันเพื่อความเหมาะสม

การวัดไข้ในเด็กสามารถทำได้ไม่ยาก แต่ผู้วัดจำเป็นต้องอ่านคู่มือการใช้งานก่อนเพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง โดยอุปกรณ์และช่องทางสำหรับการวัดอุณหภูมิหรือวัดไข้ในเด็ก มีหลากหลายอุปกรณ์และวิธี ดังนี้ 1) เทอร์โมมิเตอร์แบบปรอท นิยมใช้วัดทางปาก ทวารหนัก หรือใต้รักแร้ เป็นต้น 2) เทอร์โมมิเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ นิยมใช้วัดทางปาก ทวารหนัก ใต้รักแร้ หรือใต้รักแร้ เป็นต้น และ 3) แถบวัดไข้ ใช้ นิยมใช้วัดทางหน้าผาก

โดยแต่ละวิธีจะมีการเลือกใช้แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย ดังนี้

–  การวัดทางปาก เหมาะสำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป

– การวัดทางทวารหนัก เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดถึง 4 ขวบ

– การวัดใต้รักแร้ เหมาะสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิด

– การวัดทางรูหู เหมาะสำหรับเด็ก 3 ขวบขึ้นไป

– การวัดทางหน้าผาก เหมาะสำหรับเด็กทุกวัย

ทั้งนี้ มีข้อควรระวังสำหรับเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทที่มักจะทำด้วยวัสดุแก้วปรอท ต้องระมัดระวังในระหว่างการใช้ อย่าให้เกิดการแตกเพราะจะเกิดการบาดเจ็บและพิษจากปรอทได้

เมื่อเด็กมีไข้ ควรได้รับการดูแลเบื้องต้นโดยการลดอุณหภูมิร่างกายลง เพื่อป้องกันอาการชัก ยกตัวอย่าง เช่น สวมเสื้อผ้าให้บางลง เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดาที่ไม่เย็นหรืออุ่น เป็นต้น แต่หากไข้ยังไม่ลดลงหลัง 30 นาที ควรพาไปพบแพทย์

รู้จักโรคเชื้อรา ป้องกันได้ก่อนลุกลาม

รู้จักโรคเชื้อรา ป้องกันได้ก่อนลุกลาม

หลายคนมักจะแสดงท่าทีรังเกียจคนที่เป็นโรคเชื้อรา เพราะดูสกปรก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียนที่หากว่าใครเป็นโรคนี้ก็จะโดนเพื่อนๆล้ออยู่เสมอ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเจ้าเชื้อรานี้กันว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร สามารถป้องกันและรักษาได้โดยวิธีใดได้บ้าง

โรคเชื้อราที่ผิวหนัง แบ่งออกเป็น โรคผิวหนังชั้นตื้น คือในกลุ่มที่เป็นขี้ไคลบนผิวหนัง กับเชื้อราในผิวหนังชั้นลึกลงมาคือชั้นหนังแท้และที่ติดในชั้นไขมันของเรา โดยกลุ่มเชื้อราที่พบบ่อยคือ กลุ่มที่เป็นชนิดตื้น ซึ่งแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะ เช่น โรคเกลื้อน จะมีการบวม มีขุยหรือสะเก็ดอยู่บริเวณขอบ อาจมีขอบสี แดง ส่วนโรคกลาก นั้นจะมีลักษณะสีผิวที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นวงๆสีขาว หรือบางครั้งอาจจะสีคล้ำขึ้นอยู่บริเวณหน้าอกหรือหลัง

เชื้อราโดยปกติแล้วจะพบได้ตามสิ่งแวดล้อมต่างๆ หากมีปัจจัยการติดเชื้อพร้อม เช่น มีการรับเชื้อ ผิวหนังเสี่ยงการติดเชื้อสูง ก็โอกาสที่จะทำให้เกิดเชื้อราขึ้น “รา” เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งพืช สัตว์ แบคทีเรีย ไวรัส หรือโปโตซัว แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

1.ราชนิดที่มีเซลล์เดียว เรียกว่ายีสต์

2.ราชนิดที่มีหลายเซลล์ เรียกว่า Mold มีลักษณะเป็นเส้น

3.ราชนิดที่เรียกว่า เห็ด

การรักษาโรคเชื้อราที่ผิวหนังส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาทา ยกเว้นบางกรณี เช่น การติดเชื้อราที่ศีรษะ เส้นผม และที่เล็บ จำพวกนี้ต้องกินยาจึงจะหายขาด ส่วนในกลุ่มคนที่เลี้ยงสัตว์ควรหลีกเลี่ยงการพาเข้าไปเลี้ยงในห้องนอน เพราะเชื้อราที่มาจากสัตว์เลี้ยงค่อนข้างรุนแรง

วิธีการป้องกันการติดโรคเชื้อรา ดังนี้

1.รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ตามสุขบัญญัติแห่งชาติเพื่อร่างกายแข็งแรงการติดเชื้อราเกิดในคนภูมิกันต่ำ

2.ไม่คลุกคลีกับผู้ที่เป็นโรคเชื้อรา

3.เมื่อมีเพศสัมพันธ์ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

4.ใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำให้ถูกต้องครบถ้วนและพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

ชมพู่

ชมพู่

ชมพู่เป็นไม้ผลเขตร้อนมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย คนไทยนิยมปลูกตามบ้านและกินมานาน มีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์น้ำดอกไม้ สาแหรก มะเหมี่ยว และพันธุ์ที่มีการปรับปรุงพันธุ์เพื่อการค้า เช่น เพชรสายรุ้ง เพชรสามพราน เพชรน้ำผึ้ง ทูลเกล้า

ในผลสดมีเส้นใยอาหาร ทั้งชนิดที่สามารถละลายน้ำและไม่สามารถละลายน้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบขับถ่าย ช่วยลดและควบคุมคอเลสเตอรอลในร่างกาย ลดความเสี่ยงโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจ มีวิตามินเอช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสายตาและบำรุงรักษาเซลล์ประสาทตา ตามตำรายาโบราณจะใช้เนื้อชมพู่มาทำแห้งแล้วบดเก็บไว้กินเป็นยาบำรุงร่างกาย ส่วนเมล็ดใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย แก้โรคเบาหวาน เป็นต้น

บุหรี่คร่าชีวิตชาวโลก 1 ใน 10

บุหรี่คร่าชีวิตชาวโลก 1 ใน 10

The Lancet วารสารทางวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลกตีพิมพ์รายงานซึ่งเป็นผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนทั่วโลกพบว่า จำนวนผู้สูบบุหรี่ทั้งชายและหญิงในปัจจุบัน ปรับลดลงในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1990 โดยผู้ชายที่สูบบุหรี่มีอัตราส่วน 1 ใน 4 คน ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ 1 ใน 20 คน รวมแล้วประมาณ 930 ล้านคนทั่วโลก

แม้ผู้สูบจะลดลง แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากบุหรี่กลับเพิ่มขึ้นถึง 4.7% หรือมีจำนวน 6.4 ล้านราย ในปี 2015 รวมแล้วมีชาวโลก 1 ใน 10 คนเสียชีวิตเพราะสาเหตุนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และยังเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การตลาดของบริษัทยาสูบ โดยหันไปเน้นตลาดใหม่ๆ เช่น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งแนวโน้มนี้อาจจะยิ่งทำให้มีอัตราการตายเพราะบุหรี่เพิ่มขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 2 รองจากความดันโลหิตสูงโดยประเทศที่มีอัตราส่วนการเสียชีวิตจากบุหรี่มากที่สุด 4 อันดับแรก และครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศเหล่านี้ คือ จีน อินเดีย สหรัฐ และ รัสเซีย ส่วนที่เหลือคือ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น บราซิล และเยอรมนี มีอัตราส่วนการสูบบุหรี่ 2 ใน 3 ของทั้งโลก

ทำไมยิ่งอายุมาก ยิ่ง“หลับ”น้อยลง

ทำไมยิ่งอายุมาก ยิ่ง“หลับ”น้อยลง

ผลงานศึกษาวิจัยชิ้นใหม่ของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ นำโดยแมทธิว วอล์คเกอร์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการ นิวโรอิเมจจิงและการหลับ ที่เบิร์กลีย์ ขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับการนอนหลับที่มีมานานว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้นจะนอนหลับสนิทน้อยลงนั้น เป็นเพราะร่างกายต้องการการหลับน้อยลง หรือเป็นเพราะคนเราไม่สามารถหลับสนิทได้นานเท่าที่ต้องการเมื่ออายุมากขึ้น

งานวิจัยใหม่นี้มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ข้อเท็จจริงคือ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ยังคงต้องการการนอนหลับสนิทเท่าเดิม เพียงแต่ทำไม่ได้อย่างที่ต้องการเท่านั้นเอง ธรรมชาติของสัตว์โลกทุกชนิดต้องการการนอน ศาสตราจารย์วอล์คเกอร์ ระบุเหตุผลว่า เนื่องจากการนอนเป็นสิ่งจำเป็นต่อมีชีวิต ในกรณีของมนุษย์ อวัยวะสำคัญๆทุกอย่าง รวมถึงระบบต่างๆ ภายในร่างกายล้วนต้องการการนอนหลับจึงสามารถจะทำหน้าที่ได้ตามปกติที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบด้วยว่า การขาดการนอนหลับสนิทนั้น ส่งผลกระทบให้เกิดโรคจำนวนมาก ตั้งแต่โรคที่เกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด, เบาหวาน และโรคอ้วน ในเวลาเดียวกันก็พบด้วยว่า เมื่อเราอายุมากขึ้นความสามารถในการนอนหลับสนิทจริงๆก็จะลดลงเรื่อยๆ

วอล์คเกอร์และทีมวิจัยระบุว่า สาเหตุของการนอนหลับน้อยลงเมื่อสูงวัยขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการที่สมองของเราสูญเสียการเชื่อมต่อระหว่างระบบประสาทที่ทำหน้าที่รับคำสั่งให้นอนหลับไปนั่นเอง ซึ่งจะแตกต่างจากในสัตว์ โดยเมื่อทีมวิจัยทดลองตรวจหาและวัดปริมาณกับชนิดของสัญญาณทางเคมีที่หลั่งออกมาของหนูทดลองอายุน้อยกับหนูทดลองสูงอายุแล้วพบว่า เคมีสัญญาณดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยไม่ว่าหนูทดลองจะอายุมากเพียงใด

สัญญาณที่ส่งไปยังสมองของคนเพื่อให้นอนหลับก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่เกิดปัญหาขึ้นที่ตัวรับสัญญาณดังกล่าว ซึ่งจะค่อยๆลดความสามารถในการรับสัญญาณลงเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ สมองของคนสูงอายุจึงรับสัญญาณที่จัดการคิวการนอนได้ลดน้อยลง ทำนองเดียวกับเสารับสัญญาณวิทยุที่ขีดความสามารถในการรับสัญญาณลดน้อยลง แม้ว่าจะมีสัญญาณมาคงที่เท่าเดิม ก็รับไม่ได้

วอล์คเกอร์ระบุว่า ข้อที่น่าสนใจอย่างมากจากงานวิจัยใหม่นี้ก็คือ ก่อนหน้านี้เราเคยเข้าใจกันว่า ความชราภาพของคนเราทำให้นอนหลับได้น้อยลง แต่ผลงานวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การนอนหลับน้อยลงคือเหตุปัจจัยหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดภาวะชราภาพในมนุษย์ ศาสตราจารย์วอล์คเกอร์ตั้งความหวังว่า ผลจากความเข้าใจใหม่นี้น่าจะช่วยให้เกิดวิธีการใหม่ๆที่ดีกว่าเดิมในการต่อสู้กับภาวะชราภาพ ที่เป็นปัญหาสากลของมนุษย์ได้นั่นเอง

ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า “รีเซปเตอร์” หรือหน่วยรับสัญญาณการนอนหลับในสมองของคนเรา เริ่มเสื่้อมลงในทันทีที่คนเราอายุเข้าสู่ตอนปลายของอายุ 20 ปีไปจนถึงตอนเริ่มต้นอายุ 30 ปี ไม่ได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อสูงอายุมากๆแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามขีดความสามารถที่ลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อคนเราอายุถึง 50 ปี ความสามารถในการรับสัญญาณของรีเซปเตอร์ก็จะลดลงเหลือเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ของความสามารถเมื่อตอนอายุ 20 ปี ผู้ที่อายุ 50 ปี จึงมีความสามารถในการนอนหลับสนิท (ดีพ สลีพ) เพียง 50 เปอร์เซ็นต์ของเมื่อตอนอายุ 20 ปีนั่นเอง เมื่ออายุถึง 70 ปี แต่ละคนก็จะมีความสามารถในการนอนหลับที่มีคุณภาพจริงๆเหลือน้อยมาก โดยจะหลับๆตื่นๆ แทนที่จะหลับสนิทจนครบวัฏจักรการนอนเต็มที่เหมือนก่อนหน้านี้

วอล์คเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่า จนถึงขณะนี้ยังมีงานวิจัยอยู่น้อยในการพัฒนายาเพื่อแก้ปัญหานอนไม่หลับ และที่มีก็ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา มีเพียงยานอนหลับซึ่ง ทำให้เราไม่ตื่นขึ้นมาตอนกลางคืนก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราหลับลึกหรือหลับสนิท ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ก่อให้เกิดการนอนที่มีคุณภาพจริงๆนั่นเอง มีบางวิธีที่มีแนวโน้มว่าจะได้ผลอย่างเช่น การจ่ายกระแสไฟฟ้าอ่อนๆเข้าสู่สมอง หรือ การบำบัดพฤติกรรมเกี่ยวกับการรู้คิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีการศึกษาวิจัยกันต่อไปโดยมุ่งไปที่การแก้ปัญหาการเสื่อมสภาพของรีเซปเตอร์นั่นเอง