คลังเก็บหมวดหมู่: Uncategorized

ประวัติตะกร้อ

ประวัติตะกร้อ

ประวัติ
ในการค้นคว้าหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดการเล่นกีฬาตะกร้อในอดีตนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจนว่าตะกร้อนั้นกำเนิดจากที่ใด จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตุผลดังนี้

พม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 กองทัพพม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น มีการเล่นตะกร้อในช่วงพัก ซึ่งพม่าเรียกว่า “ชิงลง”
ทางมาเลเซียประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า เซปะก์รากา (Sepak Raga) คำว่า Raga หมายถึง ตะกร้า
ทางฟิลิปปินส์ นิยมเล่นกีฬาชนิดนี้กันมานานแล้ว โดยมีชื่อเรียกของตนว่า ซิปะก์
ทางประเทศจีนมีเกมกีฬาที่คล้ายตะกร้อแต่เป็นการเตะลูกหนังปักขนไก่ ซึ่งจะแสดงให้เห็นผ่านทางภาพเขียนและพงศาวดารจีน
ทางประเทศเกาหลีมีเกมกีฬาลักษณะคล้ายคลึงกับของจีนแต่ใช้ดินเหนียวห่อด้วยผ้าสำลีเอาหางไก่ฟ้าปัก แทนการใช้ลูกหนักปักขนไก่
ประเทศไทยมีความนิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และ สามารถประยุกต์จนเข้ากับประเพณีของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้านทักษะและความคิด

การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า,หนังสัตว์,หวาย,จนถึงประเภทสารสังเคราะห์ (พลาสติก)

แสงเหนือแสงใต้ คืออะไร

แสงเหนือแสงใต้ คืออะไร
แสงเหนือแสงใต้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า “ออโรรา”(aurora) ซึ่งเกิดจากอนุภาคพลังงานสูง (ที่เกิดจากปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะเป็นจุดดับบนดวงอาทิตย์ หรือ โซลาแฟลร์-การประทุอย่างรุนแรงบนดวงอาทิตย์) เคลื่อนที่มากระทบกับสนามแม่เหล็กโลกในบริเวณชั้นบรรยากาศโลก โดยส่วนใหญ่แสงออโรราเกิดที่ความสูงประมาณ 100 ถึง 200 กิโลเมตร บริเวณพื้นที่ขั้วโลกและขั้วแม่เหล็กโลก โดยเป็นแสงสวยงามเสมือนกับละอองสีที่พลิ้วบนแผ่นฟ้าในยามค่ำคืน

เมื่อเกิดออโรราขึ้นบริเวณซีกโลกด้านเหนือ เราเรียกว่า “แสงเหนือ” หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า aurora borealis ซึ่งตั้งโดยกาลิเลโอ และในกรณีที่เกิดออโรราขึ้นบริเวณซีกโลกด้านใต้ เราเรียกว่า “แสงใต้” (aurora australis)

ออโรราปรากฏขึ้นบ่อยตั้งแต่เวลาค่อนดึกจนถึงเที่ยงคืน (22:00 ถึง 24:00) โดยเฉพาะเมือง Andenes ประเทศนอร์เวย์ สามารถสังเกตเห็นออโรราได้เกือบทุกคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง โดยที่สีของออโรราที่เป็นแสงสีฟ้าและสีม่วงจะปรากฏที่ความสูงต่ำกว่า 120 กิโลเมตร ในขณะที่สีเขียวเข้มปรากฏ ที่ความสูง 120 ถึง 180 กิโลเมตร สำหรับสีแดงปรากฏที่ความสูง 200 กิโลเมตร

จากที่เราทราบมาแล้วว่า อนุภาคพลังงานสูงที่เคลื่อนที่จากดวงอาทิตย์เข้าสู่โลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดออโรรา ดังนั้น ถ้าในปีใดที่เกิดปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ อาทิเช่น จุดดับบนดวงอาทิตย์หรือการประทุบนดวงอาทิตย์เป็นจำนวนบ่อยครั้ง นักวิทยาศาสตร์ด้านดาราศาสตร์จึงมีสมมติฐานว่าน่าจะเกิดปรากฏการณ์ออโรราบนโลกมากขึ้นเช่นกัน

อุณหภูมิในอวกาศ กี่องศา

  อุณหภูมิในอวกาศ กี่องศา

บทความเกร็ดความรู้อวกาศฉบับก่อนหน้านี้ ได้กล่าวถึงฉนวนกันความร้อนหลากสี (อาทิ สีเหลือง สีชมพู ที่ติดตั้งภายนอกดาวเทียมหรือยานอวกาศ) ไปแล้ว แต่ผู้อ่านหลายท่านอาจจะมีข้อสงสัยว่า แล้วเจ้าอุณหภูมิในอวกาศ มันร้อนเพียงอย่างเดียวหรือ? ทำให้เราต้องติดเจ้าแผ่นฉนวนกันความร้อนไว้เพื่อการป้องกัน และความร้อนในอวกาศมันสูงกี่องศา?

การคำนวณหาค่าอุณหภูมิของอวกาศนั้นเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย เนื่องจากมีผลพวงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันมากในเรื่องว่า อวกาศเริ่มต้น ณ ตรงไหน ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีด้านอวกาศ นักกฎหมายอวกาศ รวมไปถึงหน่วยงานด้านกิจการอวกาศใหญ่ๆ ในต่างประเทศยังไม่สามารถกำหนดหรือหาข้อสรุปร่วมกันจนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจนว่า อวกาศ เริ่มต้นจากจุดไหน เพราะมีปัจจัยและผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อไม่สามารถกำหนดหรือระบุได้ว่าชัดเจนอย่างเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายว่า อวกาศ เริ่มต้นจากจุดใด การนิยามสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะมีผลต่อเนื่องตามกันมา

อย่างไรก็ตาม ได้มีการทำความเข้าใจระหว่างหลายๆ ฝ่าย หรือหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านอวกาศว่า จุดเริ่มต้นของอวกาศนั้นพิจารณาจากระดับความสูง 100 กิโลเมตร(จากระดับน้ำทะเล) เป็นต้นไป เมื่อใช้ความเข้าใจดังกล่าว (ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับจากหลายฝ่ายก็ตาม) นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศก็สามารถที่จะระบุค่าอุณหภูมิในอวกาศได้ อาทิ บริเวณอวกาศที่เป็นช่องว่างระหว่างดาวเคราะห์ ดวงดาวและกาแลคซีนั้น อุณหภูมิในบริเวณดังกล่าวโดยทั่วไปจะถูกพิจารณาว่ามีค่าประมาณ 2.75 องศาเคลวิน (หรือ –270.4 องศาเซลเซียส) ซึ่งสูงกว่าค่าศูนย์สัมบูรณ์เพียงเล็กน้อย (อุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์ หรือ absolute zero มีค่า 0 องศาเคลวิน หรือ –273.15 องศาเซลเซียส)

2.75 องศาเคลวิน เป็นค่าอุณหภูมิที่แท้จริง หรือเป็นค่าอุณหภูมิเฉลี่ย ? และมีที่มาอย่างไร ?

เมื่อนักวิทยาศาสตร์พูดถึงค่าอุณหภูมิในอวกาศ 2.75 องศาเคลวิน ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วค่าดังกล่าวเป็นค่าอุณหภูมิเฉลี่ย ผู้อ่านอาจจะมีคำถามอยู่ในใจว่า ค่า 2.75 องศาเคลวิน มีที่มาที่ไปอย่างไร ?

ค่าอุณหภูมิที่ปรากฎอยู่ในอวกาศเป็นพลังงานที่ยังเหลือปรากฎอยู่จากบิกแบง โดยอุณหภูมิดังกล่าวอาจจะถูกเรียกว่า cosmic background radiation ซึ่งเป็นการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นอกจากนี้ แสงจากดวงอาทิตย์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออุณหภูมิในอวกาศ ตัวอย่างเช่นบริเวณวงโคจรของดาวพลูโต ค่าอุณหภูมิมีค่าประมาณ 35 ถึง 40 องศาเคลวิน เนื่องจากวงโคจรดังกล่าวอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์

การวัดค่าอุณหภูมิ

การวัดค่าอุณหภูมิในอวกาศเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากอุณหภูมิเป็นค่าที่มีความหมายเพียงเมื่อความร้อนสามารถถ่ายโอนได้อย่างมีประสิทธิภาพจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

ในอวกาศ ในขณะที่อุณหภูมิของอนุภาคมีค่าสูงมากๆ ความหนาแน่นของอนุภาคจะมีค่าต่ำ ดังนั้นความสามารถในการถ่ายโอนความร้อนจะอยู่ในระดับต่ำสุด ทั้งนี้อุณหภูมิของอนุภาคเหล่านี้อาจจะมีค่าเป็นล้านองศาเคลวิน แต่เนื่องจากอนุภาคเหล่านี้อยู่ห่างกันจนแทบจะไม่มีโอกาสชนกัน ผลก็คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของอุณหภูมิ หรือการแลกเปลี่ยนความร้อนจึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นอุณหภูมิในอวกาศจึงเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวและความหนาแน่นของโมเลกุล โดยจะพิจารณาถึงความถี่ของการชนกันของโมเลกุลเพื่อรับหรือสูญเสียพลังงาน

การหาค่าอุณหภูมิจะต้องใช้กฎของพลังค์ (Planck’s law) ซึ่งกล่าวไว้ว่า ทุกวัตถุในจักรวาลปลดปล่อยรังสีตามอุณหภูมิของมัน จากการเฝ้าสังเกตรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากอวกาศและใช้สมการของพลังค์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าค่าอุณหภูมิดังกล่าวมีค่า 2.725 องศาเคลวิน ทั้งนี้แต่ละส่วนของอวกาศจะมีค่าอุณหภูมิที่แตกต่างกันออกไป สำหรับกาแล็คซี่ทางช้างเผือกที่ซึ่งมีโลกอยู่จะมีอุณหภูมิคงข้างอุ่นกว่าอวกาศในส่วนอื่นๆ

ถ่านดูดกลิ่นได้อย่างไร ทำไมถ่านถึงดับกลิ่นอับได้

ถ่านดูดกลิ่นได้อย่างไร ทำไมถ่านถึงดับกลิ่นอับได้

ไขข้อคำถามน่าสงสัย… กับปริศนาน่าฉงน… ถ่านน้อยจ๋าดูดกลิ่นได้อย่างไรกัน

ถ่านสีดำๆก้อนเล็กๆนั้นมีประโยชน์มากกว่าการใช้เป็นฟืนหุงข้าวธรรมดาค่ะ และเพื่อนๆคงจะเคยได้ยินคำแนะนำว่า ถ่านน้อยนั้นสามารถจะใช้ดูดกลิ่นได้อย่างไรกันคะ และในวันนี้เราจึงมาเล่าเรื่องราวเกร็ดความรู้ดีๆ ในหัวข้อที่ว่า ไขข้อคำถามน่าสงสัย… กับปริศนาน่าฉงน… ถ่านน้อยจ๋าเจ้านั้นสามารถที่จะดูดกลิ่นได้อย่างไรกันค่ะ

เราอยากให้เพื่อนๆลองพิสูจน์กันถึงประสิทธิภาพของถ่านในการลดดูดจับกลิ่นค่ะ อาทิเช่น การนำถ่านไปดูดดซับกลิ่นในรถ หรือการนำถ่านไว้ดูดซับกลิ่นในห้องทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องแอร์ ซึ่งนอกจากมันจะมีประสิทธิภาพในการดูดซับกลิ่นอย่างดีเยี่ยมแล้วนั้น เจ้าถ่านน้อยพวกนี้ก็ยังจะช่วยดูดซับเชื้อโรคต่างๆได้อีกด้วยค่ะ

โดยกลไกในการดูดซับนั้นเกิดจากรูพรุนของตัวถ่านที่สามารถจะดูดซับสารเคมีที่มีกลิ่น ซึ่งส่วนมากนั้นจะมีสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอนอยู่ ซึ่งสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอนนี้จะถูกจับติดอยู่ที่รูพรุนทำให้กลิ่นต่างๆจางหายไปในที่สุด…. นอกจากนี้แล้ว ถ่านบางชนิดยังมีส่วนประกอบของจุลินทรีย์ชนิดที่เป็นประโยชน์ที่จะช่วยดูดซับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วยค่ะ

ทำให้ถ่านน้อยๆยังได้รับความสนใจในแวดวงอุตสาหกรรมอีกด้วย ช่วยบำบัดสารพิษต่างๆก่อนจะเทลงสู่บ่อขยะ หรือทางระบายน้ำเป็นต้น จึงจัดได้ว่าถ่านน้อยเป็นวัตถุธรรมชาติที่ประโยชน์หลากหลายทีเดียวค่ะ

คลายสงสัย…กินไก่ไม่ทำให้อกโต

คลายสงสัย...กินไก่ไม่ทำให้อกโต

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีงานวิจัยและข้อเขียนเชิงวิชาการมากมายที่ยืนยันว่า ไก่ไทยไม่มีการใช้ฮอร์โมนมานานมากแล้ว แต่ก็ยังมีข้อสงสัยหรือแม้แต่การส่งต่อข้อมูลความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้ ทำให้พ่อแม่ยุคใหม่ยังมีความกังวลว่า กินไก่แล้วจะทำให้หน้าอกใหญ่หรือเด็กเป็นสาวเร็วก่อนวัย

เรื่องนี้ต้องถามผู้เชี่ยวชาญ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ บอกว่า ตอบข้อสงสัยมาหลายครั้งโดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนในการเลี้ยงไก่ ทุกครั้งยังคงยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เพราะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. สังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศห้ามใช้ยาเฮ็กโซเอสตรอล (Hexoestrol) ซึ่งเป็นยาที่ใช้สำหรับตอนสัตว์ปีกและเป็นฮอร์โมนสำหรับรักษาสัตว์ โดยมีคำสั่งเพิกถอนออกจากทะเบียนตำรับยาที่ ไม่ให้มีการจำหน่ายในประเทศไทยมาตั้งแต่ เดือนมิถุนายน 2529 หรือเมื่อ 30 ปี มาแล้ว ที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลให้การเกษตรมีมาตรฐาน ก็มีนโยบายดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด โดยให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ รวมถึงสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเป็นผู้ตรวจสอบและกำกับการใช้ยาอย่างเคร่งครัด ข้อนี้ผู้บริโภคจึงสบายใจได้ว่าไก่เนื้อที่เลี้ยงในระบบฟาร์มมาตรฐานนั้นไม่มีการใช้ฮอร์โมนนี้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามอาจมีคำถามว่าถึงห้ามใช้ก็อาจมีการลักลอบใช้ ข้อนี้ฟันธงเลยว่าไม่มี เพราะการใช้ฮอร์โมนนั้นต้องทำเป็นรายตัวด้วยการฝังไปที่ตัวไก่ ซึ่งถ้าจะทำก็ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก นอกจากจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนแล้ว ยังเสี่ยงคุกเพราะการลักลอบใช้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และปัจจุบันการเลี้ยงไก่เนื้อก็ไม่ต้องเลี้ยงนานเหมือนในอดีต เกษตรกรใช้เวลาเลี้ยงเพียง 35-45 วันก็ได้น้ำหนักที่ตลาดต้องการ ซึ่งหากมีการลักลอบใช้จริงก็เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียเพราะตัวฮอร์โมนยังไม่ทันออกฤทธิ์ก็ต้องจับขายเสียแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่เกษตรกรต้องพึ่งพาฮอร์โมนเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงไก่เนื้อในปัจจุบัน เป็นการเลี้ยงด้วยมาตรฐานการส่งออก ที่ต้องมีการควบคุมการใช้ยาตามมาตรฐานทั้งของไทยและของประเทศคู่ค้า ที่ห้ามไม่ให้มีการใช้ฮอร์โมนในการเลี้ยงอย่างเด็ดขาด หากตรวจพบว่ามีตัวยาหรือฮอร์โมนตกค้างในเนื้อไก่ที่ส่งออก ก็เตรียมตัวเจ๊งได้เลยเพราะไก่ทั้งล้อตจะถูกตีกลับ และเป็นอันต้องเลิกค้าขายกันไปเพราะถือว่าทำผิดกฎของเขา

หลอดเลือดดี ชีวีเป็นสุข

หลอดเลือดดี ชีวีเป็นสุข

หลอดเลือดแดงแข็ง เป็นโรคแห่งความเสื่อมที่ยอดฮิต ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หมายถึงภาวะที่มีตะกรันของไขมันไปเกาะจับที่เยื่อบุภายในของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ทีละน้อยๆ และค่อยๆ หนาตัวขึ้น ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งและรูของหลอดเลือดแดงตีบแคบมากขึ้นเป็นลำดับ กินเวลานับ 5-10 ปีหรือสิบๆ ปีขึ้นไป รูหลอดเลือดแดงนั้นก็จะตีบตัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อยลงมาก ทำให้อวัยวะที่หลอดเลือดแดงไปเลี้ยงนั้นขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดโรคต่างๆ ขึ้น ที่สำคัญ คือ หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง

– หากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ก็จะกลายเป็นโรคหัวใจขาดเลือด มีอาการเจ็บจุกที่ยอดอก (ลิ้นปี่) และร้าวขึ้นคอ ขากรรไกรหรือต้นแขน และถ้าเกิดมีเกล็ดเลือดจับเป็นลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ ก็จะมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หัวใจวายกะทันหัน เรียกว่า “โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน” ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายเฉียบพลัน

– หากหลอดเลือดสมองตีบตัน จะทำให้กลายเป็นโรคอัมพฤกษ์ (แขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรงชั่วคราว) ความจำเสื่อม วิงเวียนเห็นบ้านหมุน และถ้าเกิดมีเกล็ดเลือดจับเป็นลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ก็จะมีอาการเป็นโรคลมอัมพาตเฉียบพลัน ซึ่งทำให้พิการ หรือเสียชีวิตได้

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ที่สำคัญ คือ โรคเรื้อรังประจำตัว (เบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ) พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (สูบบุหรี่ ดื่มสุราจัด ขาดการออกกำลังกาย อารมณ์เครียด) และภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมหรือแก้ไขได้ นอกจากนี้ ยังอาจมีปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ คือ พันธุกรรม และความเสื่อมตามสังขาร

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดมีอยู่ในหมู่คนทั่วไป ดังนั้นโรคที่เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (ที่สำคัญ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคอัมพาต) จึงเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย การพิการ และการตายของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนวัยกลางคนขึ้นไป และในคนที่เป็นเบาหวานหรือความดันเลือดสูง

มะเร็งกระดูก

มะเร็งกระดูก

โรคมะเร็งกระดูกเป็นภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ให้เราล่วงรู้ได้เลย มีจุดที่แตกต่างจากอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างไร ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจหามะเร็งกระดูกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ต้องสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด จึงจะตรวจพบได้ในระยะเริ่มแรก

รักษาได้อย่างไร หายหรือไม่

สำหรับการรักษาผู้ป่วย ขึ้นกับชนิดและระยะของโรค มีตั้งแต่การให้ยาบรรเทาอาการปวด ยาเคมีบำบัด ยาต้านฮอร์โมน ยาลดแคลเซียมในเลือด ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดและช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ส่วนการให้รังสีรักษาเป็นไปเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเฉพาะตำแหน่ง ลดอาการปวด ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการอัมพาตในรายที่มะเร็งแพร่กระจายไปที่กระดูกสันหลัง ส่วนผู้ป่วยที่เป็นมากและเป็นหลายตำแหน่งจะทำการฉายแสงรักษาเพื่อลดอาการปวด และหากพิจารณาพบว่าเกิดภาวะมะเร็งกระดูก ตำแหน่งที่รับน้ำหนักมาก เช่น กระดูกต้นขา แพทย์จะใช้วิธีผ่าตัดเอากระดูกที่เป็นโรคมะเร็งออก และทดแทนด้วยโลหะชนิดต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกที่ขา หรือทดแทนด้วยกระดูกที่นำไปฆ่าเชื้อมะเร็ง แล้วกลับมาใส่ใหม่ ด้วยวิวัฒนาการต่างๆ ทำให้เรารักษา ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้ตามปกติ

มะเร็งกระดูกแม้พบได้น้อย แต่เมื่อเป็นแล้วผู้ป่วยจะมีอาการทรุดอย่างรวดเร็ว หากพบความผิดปกติ เช่น มีก้อนบริเวณแขน ขา กระดูก ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยโรคได้เร็ว และให้การรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรค และยังไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น สามารถรักษาหายขาดได้ จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูง มีคุณภาพชีวิตภายหลังการรักษาที่ดี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โรคบางโรคจะเกิดขึ้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง แต่เราสามารถสังเกตอาการ และรีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงทีได้ และขอฝากผู้ปกครองให้สังเกตอาการบุตรหลานของท่าน หากมีอาการปวดกระดูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปวดในตอนกลางคืน หากนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ให้พาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาให้ทันท่วงที

โซเชียลเป็นพิษ ติดสมาร์ทโฟนแม้ยามหลับ

โซเชียลเป็นพิษ ติดสมาร์ทโฟนแม้ยามหลับ

ถึงแม้จะนอนไปแล้ว แต่ก็ยังลุกขึ้นมาพิมพ์เหมือนกับคนละเมอ ซึ่งสาเหตุมาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ ทำให้สมองยึดติดกับโทรศัพท์อยู่ทุกขณะจิต แม้กระทั่งเวลานอน หากมีข้อความเข้ามา สมองก็จะปลุกร่างกายที่หลับใหลให้อยู่ในสภาวะละเมอ แล้วกดส่งข้อความไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรไป เพราะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น

เมื่อสมองปลุกให้ตื่นทำให้ร่างกายนอนหลับไม่สนิทเต็มที่ เป็นเหตุให้พักผ่อนไม่พอ กระทบมาถึงระบบการทำงานของร่างกาย ทำให้สะสมความเครียด เสี่ยงเป็นโรคอ้วน ฝันร้าย กระทบต่อการเรียนและการทำงาน

โรคละเมอแชต (Sleep Texting) เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ถูกบัญญัติศัพท์ขึ้นมาจากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พฤติกรรมเปลี่ยน โรคใหม่ๆ ก็อุบัติ

ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสื่อของคนไทยในปี 2557 จากกลุ่มตัวอย่าง 1 หมื่นครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่าแต่ละบ้านมีทีวีอย่างน้อย 1 เครื่อง โดยร้อยละ 99.7 มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตอย่างน้อย 1 เครื่อง รองลงมาคือโน้ตบุ๊ก ร้อยละ 89 และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ร้อยละ 79 ทำให้มีการชมรายการโทรทัศน์ออนไลน์ผ่านจออื่นๆ ที่ไม่ใช่ทีวีเพิ่มขึ้น

การปล่อยตัวถลำลึกกับเทคโนโลยีที่สามารถอำนวยความสะดวกให้คนมากขึ้น แต่ต้องแลกกับผลร้ายต่อสุขภาพบางอย่าง หากไม่รู้จักความพอดี เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เปรียบเป็นเหมือนดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้

อาการของโรคละเมอแชต มีสาเหตุหลักๆ มาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ จนสร้างความวิตกกังวลต่อข้อความที่ถูกส่งมา ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีพฤติกรรมตอบสนองกับข้อความที่แจ้งเตือนเข้ามาโดยทันที รวมไปถึงอาการติดโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกชนิดร่วมด้วย

วัยรุ่นอยู่ตรงไหนในเรื่องเอดส์

วัยรุ่นอยู่ตรงไหนในเรื่องเอดส์

ช้าไปหน่อย แต่คิดว่ายังไม่ช้าเกินไปที่จะพูดถึงวันเอดส์โลก ที่ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ปีนี้กระทรวงสาธารณสุขได้แจงตัวเลขคาดประมาณจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ ในปี 2559 ว่า มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 426,999 ราย มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เสียชีวิตจำนวน 16,122 ราย และเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 6,304 ราย

แม้ว่าภาพรวมอัตราการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขจะลดลงจากปีก่อนๆ แต่ข้อมูลจากคลินิกนิรนามในการติดตามวัยรุ่นที่เข้ามาตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวีต่อเนื่องพบว่า กลุ่มอายุ 15 – 19 ปี มีการติดเชื้อสูงเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 20 – 24 ปี และยังพบว่าเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์อายุน้อยสุดเพียง 12 – 13 ปี ซึ่งเป็นไปตามผลการศึกษาอายุเฉลี่ยของการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

นี่เป็นเพียงข้อมูลจากหนึ่งหน่วยงานที่มีบริการตรวจเอชไอวี หากนำตัวเลขจากหน่วยบริการทั่วประเทศมากางดูกัน ผมเชื่อว่าเราอาจเจอข้อมูลที่น่าตกใจกว่านี้

ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดถึงสถานการณ์เรื่องท้องไม่พร้อมเชื่อมโยงกับปัญหาเอดส์ว่าแท้จริงแล้ว คือปัญหาเดียวกัน กลุ่มคนที่ท้องไม่พร้อมย่อมมีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี ยังไม่นับรวมถึงกลุ่มที่มีความกังวลว่าจะท้อง หรือคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วไม่กังวลเรื่องท้อง เพราะคุมกำเนิด แต่ทั้งหมดทั้งมวล กลุ่มคนเหล่านี้ “ไม่ได้ใช้ถุงยาง” ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีทั้งสิ้น

การรณรงค์ป้องกันชวนวัยรุ่นให้มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะด้วยการสอนเพศศึกษา การจัดให้มีแหล่งเรียนรู้เรื่องเพศที่นอกเหนือไปจากในห้องเรียน รวมถึงการรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ แต่ไม่ว่างานป้องกันจะทำได้ดีแค่ไหน ผมเชื่อว่าก็ยังมีวัยรุ่นอีกจำนวนหนึ่งที่มีความเสี่ยงไปแล้ว และมีความจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี และหากตรวจแล้วพบว่าติดเชื้อ ก็ควรเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไป

โจทย์สำคัญต่อมาก็คือ จะทำอย่างไรที่จะให้วัยรุ่นเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว เพราะการรู้ผลเลือดเร็วมี ประโยชน์ที่จะจัดการวางแผนเรื่องสุขภาพ เราเคยคุยกับผู้รับบริการคนหนึ่ง ซึ่งยังเรียนในระดับมัธยมและไปมีความเสี่ยงมา คือ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางกับแฟน ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ แต่ตลอดการสนทนาวัยรุ่นคนนี้ ทำให้ผู้ให้บริการปรึกษา เห็นว่า เอชไอวีไม่ได้ต่างจากโรคอื่นๆ น้ำเสียงเขาปกติมาก เมื่อชวนให้เห็นว่าผลเลือดอาจจะเป็นไปได้ทั้งลบ คือไม่ติดเชื้อและบวกคือติดเชื้อ เขาก็บอกเราว่า “เป็นก็รักษาครับ ผมยังเรียนอยู่ ยังมีอนาคต ต้องรักษาตัวจะได้มีอนาคตตามที่คิดไว้ครับ”

ผมอยากยกคำพูดของน้องคนนี้ เป็นตัวอย่างให้เห็นทัศนะเชิงบวกต่อการรักษาเอชไอวี/เอดส์ ทำให้เห็นว่าเอชไอวี/เอดส์ เป็นเรื่องที่สามารถ “เกิดขึ้นได้” กับชีวิตของเรา เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็รักษา และใช้ชีวิตต่อไปตามแผนอนาคตที่ได้วางไว้ เพราะเอชไอวี ไม่ใช่อุปสรรคในการดำเนินชีวิต

มะเร็งเต้านม’ ภัยร้ายผู้หญิงต้องรู้

มะเร็งเต้านม' ภัยร้ายผู้หญิงต้องรู้

โรคมะเร็งเต้านมจัดได้ว่ามะเร็งร้ายอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก เพราะมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากเป็นอันดับ 1 ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า มีผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 20,000 คนต่อปี หรือ 55 คนต่อวัน ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ขณะที่ผู้หญิงอเมริกัน คาดการณ์ว่า เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 40,450 คน ในปี 2015 ส่วนในปี 2016 พบผู้ป่วยหญิงอเมริกันรายใหม่ที่มีการแพร่เชื้อของมะเร็งเต้านมจำนวน 246,660 คน และที่ยังไม่มีการแพร่เชื้อมะเร็งประมาณ 61,000 คน

แม้ว่ามะเร็งเต้านมจะเป็นโรคที่เราได้ยินมานาน ได้ฟังมาบ่อย และเป็นโรคใกล้ตัวผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันพบเป็นมะเร็งร้ายอันดับ 1 ที่พบในผู้หญิงทั่วโลก หากแต่ยังมีความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมที่เราควรรู้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้อสงสัยที่ว่าขนาดเต้านมเล็กอาจมีโอกาศเสี่ยงน้อยกว่าเต้านมใหญ่ มีก้อนเนื้อแต่ไม่เจ็บไม่ใช่มะเร็ง หรือการทำรังสีจากเครื่องแมมโมแกรม ยิ่งทำยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หากแต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค เช่น ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ปัจจัยทางพันธุกรรมโดยเฉพาะหากครอบครัวมีญาติสายตรง เช่น มารดา พี่สาว น้องสาว เป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ มีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านมหลายคน หรือมีญาติเคยเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุน้อย หรือเป็นมะเร็งเต้านมพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง ปัจจัยด้านฮอร์โมนเพศ คือ เริ่มมีประจำเดือนเมื่ออายุน้อยกว่า 12 ปี หรือประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปี ผู้หญิงที่ไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกหลังอายุมากกว่า 30 ปี นอกจากนี้ ผู้หญิงที่กินยาฮอร์โมนทดแทนหลังวัยทองเป็นระยะเวลานานเกิน 5 ปี ปัจจัยทั้งหมดนี้ก็มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน รวมทั้งการดื่มสุรา การฉายรังสีบริเวณทรวงอก และการกินยาคุมกำเนิด ซึ่งพบว่าเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับโรคอยู่บ้าง แต่ไม่ชัดเจนมากนัก