มันเทศ` คุณค่าทางโภชนาการเพียบ

มันเทศ` คุณค่าทางโภชนาการเพียบ

มันเทศเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง บ้านเราสามารถซื้อหารับประทานได้ง่ายทั้งมันเผา หรือ มันนึ่ง อยากรู้ว่ามันเทศแต่ละสีมีประโยชน์อย่างไรไปฟังคำตอบกัน

ผศ.ดร.ปรัญรัชต์ ธนวิยุทธ์ภักดี อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มันเทศเป็นแหล่งสำรองอาหารในภาวะวิกฤติ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ เนื่องจากมันเทศเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง ใช้น้ำน้อยในการเจริญเติบโต ในบ้านเราการบริโภคมันเทศยังไม่เป็นที่แพร่หลาย อีกทั้งความรู้เกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการจากมันเทศและอาหารจากมันเทศยังมีจำกัด มันเทศพันธุ์ไทยของเรานั้นมีหลายสี ทั้ง สีม่วง สีส้ม สีเหลือง และสีขาว ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่นิยมรับประทานมันเทศสีม่วงมากที่สุด ซึ่งมันเทศแต่ละสีนั้นเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญสัดส่วนอยู่ที่ 20 – 25 กรัม ต่อ 100 กรัมของมันเทศ โดยความต้องการคาร์โบไฮเดรตต่อวันจะอยู่ประมาณ 300 กรัม

ด้าน ผศ.ดร.เอกราช เกตวัลห์ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มันเทศแต่ละสีให้คุณค่าทางโภชนาการต่างกัน ดังนี้

มันเทศสีม่วง จะมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัย นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด สารแอนโทไซยานิน ในมันเทศพันธุ์ไทยสีม่วง เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับของนอกอย่างตระกูล เบอร์รี่ พบว่ามันเทศพันธุ์ไทยบ้านเรามีเยอะกว่า หรือเมื่อเทียบกับมันเทศสายพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งมันเทศสายพันธุ์แนะนำของไทยเรามีศักยภาพไม่แพ้กัน และอาจจะมากกว่าด้วย

มันเทศสีส้ม พบสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น สารเบต้าแคโรทีน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้สารเบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ช่วยป้องกันโรคตาบอดกลางคืน

มันเทศสีเหลือง มีประโยชน์คล้ายคลึงกับมันเทศสีส้ม เนื่องจากพบสารเบต้าแคโรทีนเช่นเดียวกัน แต่พบในปริมาณที่น้อยกว่า ซึ่งการรับวิตามินเอจากพืชเป็นข้อดีอย่างยิ่ง เพราะจะไม่เกิดภาวะเป็นพิษเนื่องจากได้รับมากเกินไปดังเช่นได้รับจากแหล่งอื่น เช่น วิตามินเอจากสัตว์ เพราะร่างกายสามารถเลือกเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนที่ได้รับจากพืชเป็นวิตามินเอ ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการได้รับเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะสะสมไว้ตามเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและจะทยอยดึงมาใช้ภายหลัง

มันเทศสายพันธุ์แนะนำของไทยยังมีเส้นใยอาหารสูงประมาณ 60 -70 % ของปริมาณใยอาหารที่ร่างกายต้องการต่อวัน (ปริมาณที่ร่างกายต้องการ 25 กรัม) เมื่อรับประทานเข้าไปจะอิ่มท้อง อีกทั้งเป็นสารที่ไม่ให้พลังงาน จึงช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้ ช่วยในการขับถ่าย ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

มันเทศที่เราเห็นบ่อยคือ มันเทศนึ่ง หรือเผา แต่ความจริงแล้วสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลาย ล่าสุด ทีมวิจัยของสถาบันโภชนาการ นำโดย ดร.ณัฐิรา อ่อนน้อม ได้พัฒนาเมนูอาหารบนโต๊ะจากมันเทศสายพันธุ์ไทยทั้ง 4 สีกว่า 30 เมนู เนื่องจากมันเทศสามารถเข้ากับส่วนผสมอื่นๆ ได้หลายชนิด จึงสามารถนำมาปรุงอาหารได้ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และอาหารว่าง เช่น มัสมั่น ทอดมัน ห่อหมก แกงจืดเห็ดหอมหมูสับ ซุปไก่ ข้าวต้มเครื่อง วาฟเฟิล บัวลอย กระหรี่พัพ คัพเค้ก สังขยามันเทศ ขนมถ้วยฟู เม็ดขนุน ขนมมัน ไข่นกกระทา ตะโก้มันเทศ ข้าวเหนียวปิง ขนมหม้อแกง ซาลาเปา หมั่นโถ โตเกียวไส้หวาน ขนมปังฝรั่งเศส โดนัท และอีกหลายๆ เมนู

“อัลตราซาวด์” ทารกในครรภ์ จำเป็นหรือสิ้นเปลือง

“อัลตราซาวด์” ทารกในครรภ์ จำเป็นหรือสิ้นเปลือง

ในยุคปัจจุบันการตรวจอัลตราซาวด์ทารกในครรภ์เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เป็นการตรวจที่มีความสำคัญและเป็นที่ต้องการสูงของหญิงตั้งครรภ์และครอบครัว อย่างไรก็ตามยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลี่อนเกี่ยวกับการตรวจอัลตราซาวด์ทารกในครรภ์เนื่องจากมีการปฏิบัติที่หลากหลาย อย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการตรวจอัลตราซาวด์ทารกในครรภ์ที่เหมาะสม

ทำไมต้องตรวจอัลตราซาวด์? การตรวจอัลตราซาวด์ทารกในครรภ์ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ทราบเพศของทารกเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในทางการแพทย์มากมายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น (1) ทราบจำนวนทารก (2) กำหนดอายุครรภ์ที่แน่นอน ในกรณีหญิงตั้งครรภ์จำประจำเดือนครั้งสุดท้ายไม่ได้ (3) วินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์ โดยบางโรคอาจจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ บางโรคสามารถให้การรักษาทารกในครรภ์ได้ หรือช่วยในการวางแผนการดูแลรักษาหลังคลอด (4) ทราบตำแหน่งรก ปริมาณน้ำคร่ำ (5) ทราบความผิดปกติของมดลูก รังไข่ (6) อื่นๆ เช่น คาดคะเนน้ำหนักทารก ประเมินสุขภาพทารก ตรวจยืนยันท่าของทารกในครรภ์ ในกรณีที่แพทย์ตรวจร่างกายแล้วพบความผิดปกติ

ตรวจอัลตราซาวด์แล้วรับประกันว่า ลูกปกติร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่? การตรวจอัลตราซาวด์มีขีดจำกัดในการวินิจฉัยเช่นเดียวกับการตรวจด้วยเครื่องมืออื่นๆ ความถูกต้องแม่นยำขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของโรคหรือความผิดปกติของทารกเอง โดยโรคบางอย่างอาจเกิดขึ้นภายหลัง โรคบางอย่างวินิจฉัยได้ยากหรือไม่สามารถเห็นได้จากภาพอัลตราซาวด์ ในบางกรณีภาพอัลตราซาวด์เห็นไม่ชัด เช่น หญิงตั้งครรภ์หน้าท้องหนาทารกนอนคว่ำ อายุครรภ์น้อย เครื่องอัลตราซาวด์ที่มีความละเอียดต่ำรวมไปถึงแพทย์ผู้ตรวจที่มีความชำนาญแตกต่างกัน

การตรวจอัลตราซาวด์มีอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่? แม้ว่าการตรวจอัลตราซาวด์โดยทั่วไปจะปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ แต่แนะนำให้ทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้การตรวจอัลตราซาวด์โดยไม่จำเป็นก็ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ

อัลตราซาวด์ 2 มิติ 3 มิติ 4 มิติ กี่มิติถึงจะดีที่สุด?การตรวจอัลตราซาวด์ 2 มิติ ก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยความผิดปกติดังกล่าวข้างต้น การตรวจอัลตราซาวด์ 3 มิติ และ 4 มิติ มีประโยชน์เฉพาะกรณีพบความผิดปกติจากการตรวจแบบ 2 มิติ และต้องการการวินิจฉัยเพิ่มเติมในบางโรคเท่านั้น

สรุป ควรตรวจอัลตราซาวด์ทารกในครรภ์อย่างไรจึงจะเหมาะสม? ข้อแนะนำขององค์กรต่างๆ เห็นควรให้ตรวจอัลตราซาวด์อย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ ในกรณีอื่นๆ ให้ขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์ เช่น การตรวจในช่วงอายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ เพื่อคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ หรือการตรวจในช่วงอายุครรภ์อื่นๆ หากพบความผิดปกติของการฝากครรภ์

`คนติดเค็ม`เสี่ยงไตพัง ความดันสูง

`คนติดเค็ม`เสี่ยงไตพัง ความดันสูง

จากสถิติขององค์การอนามัยโลกรายงานว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเป็นจำนวนกว่าหนึ่งพันล้านคน และคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 1.56 พันล้านคน

ขณะเดียวกันสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงของไทยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 156,442 รายในปี 2544 เป็น 1,009,385 ราย ในปี 2555 มี อัตราการเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เท่า ทั้งนี้ โรคความดันโลหิตสูงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคไตเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคไตกว่า 8 ล้านคน สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และอาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นอกจากความเครียดแล้ว สาเหตุที่สำคัญของโรค ความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรังมีที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ อย่างการบริโภคอาหารรสเค็มทำให้มีปริมาณโซเดียมเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยจะทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงถึง 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่ปริมาณในแต่ละวันที่ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายคือ 2,000 มิลลิกรัม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วปริมาณโซเดียมที่ผู้ใหญ่ควรได้รับในแต่ละวันคือประมาณ 230 มิลลิกรัมเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน เกิดจากคนไทยมีลักษณะการใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองที่มีปัจจัยเสี่ยงเอื้อต่อการเกิดต่อโรคภัยไข้เจ็บอย่าง โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวานมากขึ้น ทั้งความเครียด การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะและการออกกำลังกายที่น้อยลง จึงนำไปสู่การป่วยเป็นโรคไตมากขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตามความดันโลหิตสูงและโรคไตสามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไม่ให้เกินกว่าที่ร่างกายต้องการ หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวด มาใช้งานเอง และลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมในปริมาณสูงอย่างอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว อาหารหมักดอง ที่เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและนำไปสู่การป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง

กินเหล้าหน้าหนาว เสี่ยงเสียชีวิต

กินเหล้าหน้าหนาว เสี่ยงเสียชีวิต

 

อากาศหนาวเย็นลงในทุกภาค แพทย์ออกมาเตือนคนบางกลุ่มเชื่อว่าการดื่มสุราทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งไม่จริง กลับจะสูญเสียความร้อน อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง หากดื่มมากจนเมาหลับไป อาจทำให้เสียชีวิตได้ พร้อมแนะ 6 วิธี ดูแลสุขภาพหน้าหนาว
กินเหล้าหน้าหนาว เสี่ยงเสียชีวิต

เช้าวันที่ 12 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ทั่วทุกพื้นที่อุณหภูมิได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ช่วง 06.00 น. วัดอุณหภูมิได้ 20 องศาเซลเซียส เริ่มส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้สูงอายุโดยเฉพาะในพื้นที่อยู่ใกล้ภูเขา และในที่โล่ง คาดว่าอุณหภูมิจะต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีลมพัดตลอดเวลา ชาวบ้านต้องสวมเสื้อกันหนาวให้กับลูกหลาน ก่อนที่จะพาออกมาเดินหรือปั่นจักรยานเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น บางคนออกมาก่อไฟผิงเพื่อคลายหนาวในช่วงเช้ามืด แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงแมว และสุนัขก็ออกมานั่งตากแดดผิงไฟรับไออุ่นเช่นกัน

ส่วนที่ จ.นครราชสีมา นายแพทย์ธีรวัฒน์ วลัยเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เปิดเผยว่า สภาพอากาศที่หนาวเย็นลงในช่วงนี้มีประชาชนบางกลุ่มมีความเชื่อว่าการดื่มสุราจะทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยคลายหนาวได้ ซึ่งในความเป็นจริงความรู้สึกอุ่นจนร้อนวูบวาบในช่วงแรกหลังดื่มสุรานั้น เกิดจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัว อันจะมีผลทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อน และน้ำออกทางผิวหนัง จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง และหากดื่มจนเมาหลับไปโดยไม่ได้ดูแลร่างกายให้อบอุ่นอย่างเพียงพอ อาจทำให้เสียชีวิตเนื่องจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำได้

“อยากจะขอแนะนำในเรื่องการปฏิบัติตนในภาวะอากาศหนาว ดังนี้ 1.ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทาโลชั่น และทาลิปมันให้ผิวหนังชุ่มชื้น 2.เตรียมเครื่องนุ่งห่มกันหนาวให้พร้อม และทำความสะอาดเสื้อผ้าหรือผ้าห่ม โดยเฉพาะเสื้อผ้ามือสองให้แช่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือต้ม เพื่อป้องกันโรคผิวหนัง 3.งดการดื่มสุราหรือดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงอากาศหนาว เนื่องจากการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญ ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตในช่วงภาวะอากาศหนาวมากขึ้น 4.ระมัดระวังและเฝ้าสังเกตอาการผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยารักษา อาการชัก และอื่นๆ ที่มีผลทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง 5.ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย และ 6.ดูแลรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการและมีโรคประจำตัวที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด”

ทั้งนี้ ช่วงนี้ภาวะอากาศในหลายพื้นที่ของ จ.นครราชสีมา เย็นลงขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว จะต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น.

เข้าใจผิวรับมือลมหนาว

เข้าใจผิวรับมือลมหนาว

ลมหนาวเริ่มพัดเข้ามาแล้ว วันนี้มีสาระดีๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับเตรียมผิวให้พร้อมรับมือในช่วงหน้าหนาว จาก นพ.ธาดา เปี่ยมพงศ์สานต์ นายกสมาคมเวชสำอางและศัลยศาสตร์ผิวพรรณ ค่ะ

เพราะเมื่อลมหนาวโชยมาทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลง ความชื้นในอากาศก็ย่อมลดลง ทำให้อากาศแห้งกะทันหัน ผิวกายของเราก็เริ่มแห้ง จะสัมผัสได้จากผิวที่เริ่มหยาบ ลอก ตกสะเก็ด แตก เพราะผิวขาดความมัน ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วยิ่งจะมีอาการเพิ่มมากขึ้น โดยจะเริ่มมีผื่นสีแดงๆ กระจัดกระจายตามแขนขา ในคนสูงอายุก็จะมีผื่นขึ้นตามตัวด้วย เพราะต่อมไขมันทำงานได้ไม่ดี ถ้าหากอากาศหนาวจัดๆ อย่างทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผิวจะมีอาการชัดมาก เริ่มจากเป็นสีแดงๆ มีสะเก็ดหนา และมีรอยแตกเป็นร่องเป็นทาง บางรายถึงขั้นมีเลือดไหลซิบร่วมด้วย

ผิวหนังมีหน้าที่ป้องกันอันตรายจากสิ่งภายนอก ซึ่งเซลล์ชั้นนอกสุดมี 2 ชั้นใหญ่ๆ คือ

1.ชั้นหนังกำพร้า (ชั้นขี้ไคล) ประกอบด้วยเซลล์ซึ่งตายแล้วเรียงตัวกันหลวมๆ ประมาณ 15 ชั้น ไร้ส่วนประกอบของเซลล์ทั่วๆ ไป เป็นที่สะสมของน้ำนวลธรรมชาติ อาทิ กรดอะมิโน ไขมัน น้ำมัน และแร่ธาตุบางอย่าง ดังจะเห็นได้ชัดในคนหนุ่มสาว อย่างที่คนโบราณกล่าวว่า คนมีน้ำมีนวล

2.เซลล์ใต้ชั้นขี้ไคล เป็นเซลล์ที่อยู่รวมกันอย่างแน่นหนา ถ้าเราลอกผิว เช่น ลอกหน้าบางๆ ออกแล้วจะเห็นชั้นนี้ใสมัน หน้าที่คือป้องกันไม่ให้น้ำระเหยจากผิวมากเกินไป ตามปกติน้ำจะระเหยออกจากผิวหนังประมาณวันละ 100 ซีซี และระเหยทางต่อมเหงื่อที่มือและเท้าวันละ 300-500 ซีซี แต่ถ้าอากาศร้อนมากๆ เราจะเสียเหงื่อไปถึงวันละ 2 ลิตรต่อชั่วโมง การที่เราผิวแห้งขึ้นอยู่ที่เซลล์ผิวในชั้นนี้ ซึ่งอยู่ที่น้ำนวลธรรมชาติจะอุ้มน้ำไว้ได้เท่าใด รวมถึงอิทธิพลจากน้ำซึ่งอยู่ใต้ผิวที่มาแทนที่น้ำที่ระเหยออกได้ เซลล์ชั้นล่างสุดจะชุ่มชื้นกว่าชั้นบนๆ ชั้นกลางมีกรดอะมิโน ซึ่งมีความสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าสารต่างๆ ที่อยู่ในชั้นเหล่านี้ คือ ยูเรีย กรดยูโรคานิก โซเดียม พีซีเอ 2% ดังนั้นเมื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากผิว จะล้างเอาโซเดียมพีซีเอออกไปด้วย จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า เช่น เจลล้างหน้าที่ผสมโซเดียมพีซีเอทดแทนกลับมาคืน

อาการผิวแห้งมักเกิดที่แขน มือ ขา โดยปกติแล้วอาการจะไม่รุนแรงนัก แต่ในบางกรณีอาจเป็นผื่นคัน สำหรับคนผิวคล้ำอาการผิวแห้งจะสังเกตได้ชัดมากกว่าคนผิวขาว และหากดูแลรักษาไม่ถูกวิธีก็อาจนำไปสู่โรคผิวหนังได้ จะสังเกตผิวแห้งได้เพียงแค่มองดูว่าผิวมีสะเก็ดขุยบางๆ ซึ่งความจริงอาจเป็นเพียงชั้นขี้ไคลหนาขึ้นเท่านั้น เมื่อมีสะเก็ดหนาขึ้นอาจจะมีการลอกหลุดเป็นแผ่น สำหรับในคนสูงอายุผิวจะมีความชุ่มชื้นของผิวพรรณ กรดอะมิโน และการผลิตไขมันที่ลดลง เพราะว่าผิวไวต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว มีการปรับเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิรอบข้างช้ากว่าคนหนุ่มสาว ทำให้เกิดผื่นคันได้ง่าย รวมถึงน้ำนวลธรรมชาติในคนสูงอายุลดลง เนื่องจากมีไขมันลดลง

หอมแดง ของดีตำรับสมุนไพร

หอมแดง ของดีตำรับสมุนไพร

ในตำรายาไทยมักมีตำรับที่ใช้สมุนไพรที่มีชื่อว่า หอม หอมแดง ว่านหอมแดง และหอมแกง ทำให้คนรุ่นใหม่เกิดความสับสนว่าเป็นสมุนไพรชนิดใดกันแน่ เนื่องจากมีสมุนไพร 2 ชนิดที่มีชื่อว่าหอมในกลุ่มนี้

มูลนิธิสุขภาพไทยได้สอบถามหมอยาได้ความรู้ว่า ถ้าในตำรับใช้คำว่า “หอม” หรือ “หอมแกง” หรือที่รู้จักกันดีว่าเป็นหอมที่ใช้ประกอบเป็นเครื่องแกงชนิดต่างๆ หอมชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium ascalonicum L. ซึ่งทางวิชาการจัดว่าเป็นพืชต่างถิ่น หรือเป็นพืชของต่างประเทศที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย

ส่วนชื่อ “หอมแดง” หรือ “ว่านหอมแดง” ที่ปรากฏในตำรับยาหมายถึงสมุนไพรที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eleutherine bulbosa  (Mill.) Urb. เดิมใช้ชื่อว่า Eleutherine Americana (Aubl.) Merr. ex K. Heyne จัดเป็นสมุนไพรต่างถิ่นเช่นกัน

แต่น่าจะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้วจึงมีชื่อท้องถิ่น เช่น ว่านไก่แดง ว่านข้าวว่านหมาก (ภาคเหนือ) ว่านเพลาะ (เชียงใหม่) หอมแดง (ภาคกลาง ภาคใต้) บ่อเจอ เพาะบีเบ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน)

หอมแดงคาดว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในป่าอะเมซอน แต่มีรายงานพบหอมแดงเป็นพืชในธรรมชาติของอินเดีย กัมพูชา และเวียดนามด้วย

หอมแดงเป็นพืชล้มลุก หัวใต้ดินรูปไข่ยาว เปลือกหุ้มหัวสีแดง ทรงกระสวย มีลักษณะคล้ายหัวหอม แต่ใบเกล็ดที่หุ้มหัวหนา แข็งกว่า มีสีแดงเข้มอมม่วง ลำต้นที่อยู่เหนือดินตั้งขึ้น โค้ง หรือเอนนอนแต่ปลายโค้งขึ้น ใบ แทงขึ้นมาจากพื้นดิน รูปหอก จีบซ้อนกันคล้ายพัด ปลายใบแหลม โคนใบแคบ ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อ กลีบสีขาวรูปช้อน แทงออกเป็นช่อบริเวณตรงกลางของลำต้น 4-10 ดอกต่อก้านดอกกลีบดอกสีขาวซ้อนกัน 2 ชั้น จำนวน 6 กลีบ แบ่งเป็นวงนอก 3 กลีบ และวงใน 3 กลีบ แต่ละกลีบอยู่ไม่ตรงกัน กลีบวงในมีขนาดเล็กกว่าวงนอก กลีบดอกมีลักษณะรี ปลายกลีบโค้งเข้าด้านในผลมีลักษณะค่อนข้างรี ปลายหัวตัด ภายในแบ่งออกเป็น 3 ช่อง ภายในมีเมล็ดรูปรี อัดกันแน่น

วัยใส `ฉลาดรัก รู้จักเลือก`

วัยใส `ฉลาดรัก รู้จักเลือก`

เนื่องในวันเอดส์โลก1ธันวาคม ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานต่างจัดกิจกรรมรณรงค์ เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงปัญหาและป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเอชไอวี

โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่าง กทม. โดยสำนัก อนามัย ก็ได้ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมขึ้น เพื่อให้คน กทม.เห็นความสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี อย่างต่อเนื่องตลอดมา ด้วยการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งกับทุกคน ทุกช่องทาง ทั้งในรูปแบบของ การสื่อสารผ่านทางช่องทางต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลความรู้ ที่ถูกต้อง และชักชวนให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับบริการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี การส่งต่อเพื่อรับบริการดูแล รักษา สงเคราะห์ตามสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการดำเนินงาน ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์มาอย่างต่อเนื่อง แต่ ปัจจุบันพบว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี รายใหม่อยู่เฉลี่ยวันละ 6 คน และในแต่ละปีจะมีผู้ติดเชื้อ เอชไอวีรายใหม่โดยประมาณ 2,289 คน โดยมากกว่าร้อยละ 50 เป็นการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในกลุ่มเด็กเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี และการติดเชื้อ ส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจาก คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเอดส์เป็นเรื่องไกลตัว ทำให้ ไม่สนใจที่จะป้องกัน ดังนั้นทุกคนควรให้ความสำคัญ กับการดูแลสุขภาพของตนเองเพื่อป้องกันเอดส์ และ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

แพทย์หญิงทิพาวรรณ  บูรณสิน (หมอแจน) จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ที่ได้มาร่วมกิจกรรม พูดคุยกับวัยรุ่น วัยใส ในทุกแง่มุมของ “ความรัก และ เพศศึกษา” เพื่อส่งเสริม ทักษะชีวิตที่ดีให้แก่วัยรุ่น  ลดพฤติกรรมเสี่ยงจากความรัก และผลที่ตามมาจากเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน คุณหมอแจน ได้อธิบายเกี่ยวกับ “จิตวิทยาความรัก” เอาไว้ว่า “ความรัก” เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากในชีวิต ตั้งแต่ เกิด เติบโต และจนกระทั่งตายจากกันไป ความรัก เป็นเรื่อง มหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สร้างให้คนเรา เรียนรู้ที่จะรัก โดยผ่านเรื่องราวและประสบการณ์ในชีวิตของตนเองและของคนที่เรารัก  “ความรัก” เริ่มต้นจากความผูกพันด้วยสายใยรักของมารดาตั้งแต่แรกเกิด เด็กๆ จะค่อยๆ เรียนรู้จัก คำว่ารัก มากขึ้นและแผ่ขยายไปสู่คนรอบข้างที่ใกล้ตัว และเริ่มไกลออกไป  “ความรัก” เป็นอารมณ์ และความรู้สึกที่สลับซับซ้อน “เป็นเรื่องเฉพาะตัวเฉพาะตน “ความรักนั้นออกแบบไม่ได้”  และในทุกๆ เรื่องราวและประสบการณ์ของแต่ละคน จะมีทั้งสุข เศร้า ยินดี เสียใจ คาดหวัง ผิดหวัง ผูกพัน อภัย และ ปล่อยวาง “ความรัก” ในวัยแรกรุ่น จะเริ่มมีความรู้สึกที่แตกต่าง แม้บางครั้ง บางทีอาจจะดูไม่มีเหตุผล แต่ระหว่างคนสองคนก็ยังเข้าใจกันได้

หยุดวิกฤตหัวใจหยุดเต้นด้วยเครื่อง AED

หยุดวิกฤตหัวใจหยุดเต้นด้วยเครื่อง AED

สพฉ. ระบุถึงเวลาติดตั้งเครื่อง AED ในพื้นที่สาธารณะอย่างทั่วถึงเพื่อหยุดวิกฤตหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมฤตยูเงียบคร่าชีวิตคนไทย

ปัจจุบันไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มาจากความรู้เรื่องวิธีการทำ CPR ของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และการมีเครื่อง AED เตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน แต่ใช่ว่าความโชคดีนี้จะเกิดขึ้นในทุกครั้ง!เพราะจากสถิติ “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ในแต่ละปีประเทศไทยมีประชาชนเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันกว่า 54,000 คน เท่ากับว่าในทุกๆ 1 ชั่วโมงมีคนเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากถึง 6 คน และเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยทุกเพศ ทุกวัย แต่หากผู้ป่วย ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และถูกวิธีตามหลักห่วงโซ่การรอดชีวิต คือการช่วยเหลือด้วยการ CPR ประกอบกับการใช้เครื่อง AED ภายในระยะเวลา 4 นาทีหลังจากหัวใจหยุดเต้น ก็จะเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของประชาชนที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนอกสถานพยาบาลได้

‘โลหิตจาง’ เมื่อร่างกายขาดธาตุเหล็ก

'โลหิตจาง' เมื่อร่างกายขาดธาตุเหล็ก

ปกติร่างกายคนเราจะใช้ธาตุเหล็กในการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย

ธาตุเหล็กจึงบรรจุอยู่ในเม็ดเลือดแดง เมื่อเม็ดเลือดแดงหมดอายุ จะมีการปล่อยธาตุเหล็กคืนสู่ร่างกาย เพื่อนำมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายเกิดสมดุลและไม่ขาดธาตุเหล็ก

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

ธาตุเหล็กมีอยู่ในอาหารทั่วไป อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ (ตับและม้าม) เนื้อสัตว์ ไข่แดง หอย (หอยกาบ หอยนางรม หอยแมลงภู่) ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ อาจกินถั่ว ผักใบเขียว ผลไม้แห้ง เช่นแอปริคอต และลูกเกด ยีสต์หมักเบียร์ สาหร่าย กากน้ำตาล และรำข้าวสาลี

จะทราบได้อย่างไรว่าโลหิตจาง

เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง เมื่อขาดธาตุเหล็ก จึงทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง (หรือเลือดจาง หรือซีด) ร่วมกับมีอาการ เหนื่อย อ่อนเพลีย ใจสั่น วิงเวียน หนาวง่าย สมาธิสั้น ความเฉียบคมฉับไว ในการตอบสนอง หรือคิดวิเคราะห์ช้าลง อาจพบลิ้นเลี่ยน และเล็บแบนเป็นรูปช้อน  ซึ่งเมื่อตรวจวัดระดับความเข้มข้นของเลือด หรือฮีโมโกลบิน จะต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ อีกทั้งพบเม็ดเลือดแดงขนาดเล็ก และระดับเหล็กสะสมต่ำ

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก มีสาเหตุสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

1.การเสียเลือดเรื้อรังเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น ประจำเดือนออกมากในหญิงวัยเจริญพันธุ์ หรือ มีแผลหรือเนื้องอกในทางเดินอาหาร ทำให้เสียเลือด ร่างกายไม่สามารถนำธาตุเหล็กกลับมาใช้ใหม่ได้ จึงเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก

2.ร่างกายต้องการเหล็กมากขึ้น พบในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร 3.ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กลดลง พบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยที่กินยาซึ่งรบกวนการดูดซึมของธาตุเหล็ก

4.ได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ พบในเด็กที่ไม่ได้ดื่มนมมารดา หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่ยอมรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารเองไม่ได้

“โรคมาลาเรีย” ภัยร้ายพรากชีวิต

“โรคมาลาเรีย” ภัยร้ายพรากชีวิต

มีข่าวการระบาดหนักของโรคมาลาเรียใน 4 อำเภอของจังหวัดยะลา มีอัตราผู้ป่วยสูงถึง 2,500 รายและเสียชีวิตแล้วอีก 1 ราย อีกทั้งยังมีสถิติของคนที่เป็นโรคเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งถือเป็นโรคที่มีความรุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้

โรคมาลาเรีย เป็นโรคที่มียุงเป็นพาหะ แต่เป็นคนละชนิดกันกับโรคไข้เลือดออก เพราะโรคไข้เลือดออกจะมียุงลายเป็นพาหะ แต่โรคมาลาเรียจะมี “ยุงก้นป่อง” เป็นพาหะนำโรค สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ทำให้ระบาดได้ง่ายเป็นวงกว้าง โดยผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มักอาศัยอยู่บริเวณชายป่า ชายเขา จำนวน 400 คน พบว่ามีเชื้อเพราะยุงก้นป่องเป็นยุงที่อยู่ในป่า ทำให้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงมากกว่าคนพื้นที่อื่นๆ ในการเกิดโรค ล่าสุดยังพบว่าเมื่อทำการเจาะเลือดกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณายป่าชายเขาจำนวน 400 คน พบว่ามีเชื้อมาลาเรียอยู่ถึง 200 คน เรียกว่าครึ่งต่อครึ่งกันเลยทีเดียว จึงเป็นปัญหาที่ต้องรีบจัดการให้เหมาะสม สำหรับวิธีป้องกันคือการพ่นยาในพื้นที่ แต่อุปสรรคคือชาวบ้านมักไม่ยอมเพราะกลัวว่าจะมีปัญหากับนกที่ตัวเองเลี้ยงไว้ทำให้ยากแก่การป้องกัน

ระยะของอาการป่วยด้วยโรคมาลาเรีย

1.ระยะแรก คือ จะมีอาการหนาวสั่น ตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็ว มีอาการเกร็ง ปัสสาวะบ่อย อุณหภูมิค่อยๆ สูงขึ้น ระยะนี้ใช้เวลา 15-60 นาที เป็นระยะการแตกของเม็ดเลือดแดงที่มีเชื้อมาลาเรีย

2.ระยะร้อน ผู้ป่วยจะมีไข้สูงถึง 40° ตัวร้อน ลมหายใจร้อน หน้าแดง ปากซีด และกระหายน้ำ ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะลึกเข้าไปในกระบอกตา ระยะนี้ใช้เวลา 1-3 ชั่วโมง

3.ระยะเหงื่อออก เมื่อสร่างไข้ ไข้ลดลง ผู้ป่วยจะเหงื่อออกและเข้าสู่ภาวะปกติ ระยะเหงื่อออกใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง

วิธีป้องกัน

1.ควรนอนในมุ้ง ระวังอย่าให้ยุงกัด

2.กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงทุกชนิด

3.ถ้าต้องเข้าไปอยู่ในเขตที่มีไข้มาลาเรียควรกินยาป้องกันไว้ล่วงหน้า

วิธีรักษาโรค

1.ทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบ โดยโรคนี้จะมี 2 อาการซึ่งจะได้รับยาที่แตกต่างกัน อาการแรกคือ ทานยา 3 วัน และอีกอาการคือทานยา 14 วัน ควรทานให้ครบทุกวันตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อให้หายขาดจากโรค

2.นอกจากการทานยาบางกรณีแพทย์อาจใช้วิธีการฉีดยาเข้ากระแสเลือด เพื่อทำการรักษา