ปากทำเหตุ! ตำรวจสั่งปรับพนักงานแบงค์ พูดคำว่า “ระเบิด!” ในสนามบินสุวรรณภูมิ

หนุ่มแบงค์ธนาคารดัง ปากพาซวย ตะโกนลั่น “ระเบิด! ระเบิด!” หยอกล้อ รปภ.สนามบินสุวรรณภูมิ จนท.แจ้งข้อหาทำประชาชนแตกตื่น พูดคำหวงห้ามในที่สาธารณะ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เชิญตัว นายอรุณ อายุ 35 ปี พนักงานธนาคาร มาพบร้อยตำรวจโทหญิงสุพัฒตรา ราษฎร์นิยม รองสารวัตรสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลงบันทึกประจำวันและแจ้งข้อกล่าวหา หลังแจ้งความเท็จจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ โดยมีอัตราโทษปรับ 1,000 บาท หรือโทษจำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำและปรับ หลังจากที่ นายอรุณ ได้เอ่ยปากกับเจ้าหน้าที่ รปภ.ว่ามีระเบิด

นายสุรพล อายุ 33 ปี เจ้าหน้าที่ รปภ.ให้การว่า ขณะที่ตนเองกำลังปฎิบัติหน้าที่อยู่บริเวณลานจอดรถโซนเอ นายอรุณ ผู้ก่อเหตุได้ขับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเข้ามาในเขตหวงห้าม จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้นตามหลักมาตราฐานสากลด้านความปลอดภัยในท่าอากาศยาน แต่ปรากฏว่านายอรุณได้จอดรถและยกลังกระดาษเดินเข้ามาและโยนใส่ตนเองโดยระบุว่า “ระเบิด! ระเบิด!” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยคำว่า “ในกล่องไม่มีระเบิดหลอก” ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดและอาจเกิดความเสียหายต่อระบบรักษาความปลอดภัยได้ อีกทั้งคำพูดดังกล่าวถือเป็นข้อห้ามในสนามบิน ตนจึงรีบแจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบก่อนจะเชิญตัวมาพบพนักงานสอบสวน

ด้าน นายอรุณ พนักงานธนาคารรายนี้ให้การว่า ตนเองไม่มีเจตนาจะพูดคำดังกล่าวในสถานที่นี้ สาเหตุที่เข้ามาในพื้นที่นั้นเพื่อจะมาตั้งบูธให้บริการลูกค้าเท่านั้น ส่วนคำพูดดังกล่าวที่พูดไปตนเข้าใจผิดคิดว่า รปภ.ทั้งสองนั้นเป็นคนที่ตนเองรู้จักและคุ้นเคยจึงหยอกล้อเล่นได้ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับไว้ก่อน  อย่างไรก็ตามสำหรับ นายอรุณ ถือเป็นการกระทำความผิดนอกอากาศยาน แต่ยังอยู่พื้นที่ควบคุมของสนามบิน จึงถือเป็นความผิดลหุโทษพนักงานสอบสวนจึงพิจารณาสั่งปรับและว่ากล่าวตักเตือนไป

ปรับ 2 พัน แท็กซี่แซวสาว “ก็ขี้เหร่แบบนั้นเขาเลยไม่รับ”

จากกรณีที่ในโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวีดีโอจากเฟซบุ๊กของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งถ่ายทอดสดการเรียกแท็กซี่ บริเวณตลาดเจเจกรีน ซึ่งหลังจากได้ขึ้นรถฝ่ายหญิงก็พูดว่า เมื่อวานเรียกแท็กซี่เป็น 10 คัน

คนขับแท็กซี่ก็พูดว่า ก็ขี้เหร่แบบนั้นเขาเลยไม่รับ” ซึ่งทำให้แฟนหนุ่มของหญิงสาวไม่พอใจและต่อว่า แม้หญิงสาวจะพูดว่าเขาแซวเล่น ก่อนที่คนขับแท็กซี่จึงบอกให้ทั้งคู่ลงจากรถไป ฝ่ายชายก็พูดว่า “ยินดีครับ จำไว้นะแล้วเจอกัน”  ทำให้คนขับแท็กซี่พูดว่า “ตอนไหน ตอนนี้มั้ยล่ะ” ก่อนที่จะเกิดการชกต่อยกันชุลมุน จนกระทั่งมีคนเข้ามาห้ามเอาไว้ และพยายามไกล่เกลี่ย เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อเวลา 01.13 น.

ล่าสุด เมื่อวานนี้กรมการขนส่งทางบกโดย กองตรวจการขนส่งทางบก ได้ดำเนินการติดตามตัวผู้ขับรถคันดังกล่าว ชื่อ นายสมศักดิ์ ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะเลขที่ 54000241 สิ้นอายุวันที่01/08/2561 มาสอบข้อเท็จจริงแล้ว  โดยนายสมศักดิ์ ให้การยอมรับว่าได้ใช้วาจาไม่สุภาพ เป็นเหตุให้ผู้โดยสารไม่พอใจ และมีการทะเลาะวิวาทกับผู้โดยสาร และคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ได้มีการแจ้งความกับพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ (สน.บางซื่อ) ด้วยแล้ว

ทั้งนี้ กองตรวจการขนส่งทางบกพิจารณาแล้ว นายสมศักดิ์ ผู้ขับรถ ได้กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 จึงได้ ลงโทษในฐานความผิดแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ มาตรา 57 ฉ ประกอบมาตรา 66/2 และในฐานความผิดไม่ส่งผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางตามที่ตกลง มาตรา 57 เบญจ ประกอบ 66/2  จึงได้เปรียบเทียบปรับ ในอัตราสูงสุดเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท และอบรมเรื่องกฎระเบียบในการให้บริการที่ดีเป็นเวลา 3 ชั่วโมง พร้อมทั้งบันทึกประวัติเพื่อติดตามพฤติกรรมต่อไป

เฒ่าขี่จยย.เจอกระบะเสยท้าย จนท.ปั๊มหัวใจฟื้นปาฏิหาริย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 พ.ย.) เมื่อเวลา 16.00 น. บริเวณหน้าทางเข้าเทศบาลตำบลชำราก ถนนสายสุขุมวิท ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด สภ.ท่าเลื่อน ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถจยย. มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยตราดเดินทางรับผู้บาดเจ็บ

เฒ่าขี่จยย.เจอกระบะเสยท้าย จนท.ปั๊มหัวใจฟื้นปาฏิหาริย์

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บชื่อนายฉลาด อายุ 76 ปี อยู่ในสภาพนอนคว่ำไม่ได้สติ ศีรษะแตก และชีพจรหยุดเต้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าช่วยเหลือพร้อมปั๊มหัวใจ จากนั้นได้ประสานรถกู้ชีพ รพ.กรุงเทพตราด เดินทางรับผู้บาดเจ็บส่ง รพ.ตราด ต่อไป

ส่วนในที่เกิดเหตุพบรถจยย.ของผู้บาดเจ็บ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ หมายเลขทะเบียน กพน 788 ตราด สภาพรถด้านขวาของรถเป็นรอยถูกชนเสียหาย ส่วนคู่กรณีเป็นรถยนต์กระบะ อีซูซุ หมายเลขทะเบียน บฉ 5961 ตราด สภาพรถไฟหน้าด้านซ้ายแตกเสียหาย คนขับชื่อ นายโกวิทย์ อายุ 40 ปี

ด้าน ร.ต.ท.เทอดเกียรติ ธนโสวัตถิยกุล เข้าตรวจสอบและถ่ายภาพบันทึกที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า สันนิษฐานว่า รถจยย.และรถกระบะ ขับมาจากทางอำเภอคลองใหญ่ มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองตราด เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุปรากฏว่า นายฉลาดขี่รถจยย.เลี้ยวกะทันหัน ทำให้รถยนต์กระบะที่ขับตามหลังมาเบรคไม่ทันชนท้ายทำให้ทั้งคนและรถจยย.กระเด็นไปไกลกว่า 20 เมตร ถึงแม้ว่ารถยนต์จะพยายามหักหลบแล้วก็ตาม

ล่าสุด ทีมแพทย์โรงพยาบาลตราด สามารถปั๊มหัวใจให้กลับมาเต้นได้อย่างเดิมแล้ว แต่อาการยังโคม่า มีการตอบสนองน้อย และพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู

พ่อภรรยามือฆ่าหั่นศพชาวอิสราเอล เข้าแจ้งตำรวจ ลูกสาวหายตัวอย่างไร้ร่องรอย

เมื่อเวลา 15.00 น. (13 พ.ย.) นายอนันต์ แสงอุไร อายุ 62 ปี เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.บุญเลิศ อาคมวัฒนะ สารวัตรสอบสวน สภ.บางบัวทอง เพื่อให้ช่วยติดตามตัว น.ส.นันทิยา แสงอุไร อายุ 37 ปี ลูกสาวที่หายตัวไป เนื่องจากลูกสาวเป็นภรรยาของนายซีมอน ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพโบกปูน โดย น.ส.นันทิยา ได้มีลูกกับนายซีมอน คือ นายเบน บินตัน

พ่อภรรยามือฆ่าหั่นศพชาวอิสราเอล เข้าแจ้งตำรวจ ลูกสาวหายตัวอย่างไร้ร่องรอย

นายอนันต์กล่าวว่า หลังทราบข่าวว่านายซีมอน อดีตลูกเขย ถูกจับในข้อหาฆ่าหั่นศพและโบกปูนอดีตนายตำรวจอิสราเอล ตนจึงได้เดินทางมาหานายซีมอน เพื่อที่จะสอบถามว่า น .ส.นันทิยา ลูกสาวของตนหายไปไหน เพราะไม่สามารถติดต่อได้มากว่า 1 ปีแล้ว

จากการพูดคุยกับนายซีมอนบอกแต่เพียงว่า ลูกสาวตนถูกทางการลาวจับตัวที่ด่านหนองคาย เพราะมียาเสพติดเมื่อติดต่อไปที่สถานทูตลาวก็ไม่พบข้อมูล ตนจึงสงสัยว่าลูกสาวตนหายตัวไปไหน เมื่อสอบถามนายเบน ซึ่งหลานที่เกิดกับนายซีมอนและลูกสาวตน นายเบน ตอบแต่เพียงว่าไม่เคยเห็นหน้าแม่ และไม่รู้จัก

นายอนันต์ กล่าววต่อว่า น.ส.นันทิยา ลูกสาวได้รู้จักกับนายซีมอน ที่ตรอกข้าวสาร และได้อยู่กินกันจนตั้งท้อง ต่อมานายซีมอนได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในคดีอุ้มฆ่าและนำศพไปทิ้งที่เมืองกาญจน์ และถูกจำคุกเป็นเวลา 10 ปี โดยที่ลูกสาวตนเลี้ยงดูนายเบนมาตลอดเวลาที่นายซีมอนติดคุก พอนายซีมอน พ้นโทษออกมาก็ถูกเนรเทศกลับอิสราเอล หลังจากนั้นนายซีมอนได้แอบเข้ามารับนายเบนกลับไปอยู่ที่ประเทศอิสราเอล เมื่อตอนนายเบ อายุได้ 12 ปี

จนเมื่อปี 58 นายซีมอนได้กลับมาเช่าบ้านอยู่ย่านบางบัวทอง โดยที่ลูกสาวตนได้ย้ายไปอยู่กับนายซีมอนด้วย หลังจากนั้นลูกสาวตนได้หายตัวไป เมื่อไปหานายซีมอนที่บ้านเช่าก็พบว่านายซีมอนย้ายบ้านหนีไปแล้ว จนกระทั่งมาทราบข่าวว่านายซีมอนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว

ตนเกรงว่าลูกสาวตนจะถูกนายซีมอนฆ่า ส่วนนายเบนที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก กลับบอกว่าจำตนไม่ได้ และไม่เคยเห็นหน้าผู้เป็นแม่ จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะนายเบนเพิ่งจะไปทำบัตรประชาชนเมื่อ 2558 และคนที่จะพานายเบนไปทำบัตรได้ก็มีแต่ลูกสาวตนซึ่งเป็นแม่ของนายเบนเท่านั้น

ด้าน พล.ต.ต.สุศักดิ์ ผบก.นนทบุรี กล่าวว่า ได้ให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำนายอนันต์อย่างละเอียด พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่หาข้อมูลหลักฐานการหายตัวไปของ น.ส.นันทิยา ว่าจะเกี่ยวข้องกับนายซีมอนหรือไม่ ต่อมา พ.ต.ท.รุ่งระวี สุขัง รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ อัฑฒพงษ์ สว.สส. ชุดสืบสวน ได้พานายอนันต์ ได้ดูบ้านที่ น.ส.นันทิยาเคยเช่าอยู่กับนายซีมอน ก่อนที่จะหายตัวไป

6 นักศึกษาพยาบาล ชักเกร็งพร้อมๆ กันในห้องสอบ ม.เกษตร

(10 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้รับแจ้งเหตุนักศึกษาพยาบาล ภาคสมทบ มีอาการชักเกร็งและกรีดร้อง พร้อมๆ กัน 5-6 คน จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ จุดเกิดเหตุอยู่ที่อาคารศูนย์เรียนรวม 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบนักศึกษาพยาบาล 6 คน อยู่ในสภาพชักเกร็ง จึงรีบทำการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล

6 นักศึกษาพยาบาล ชักเกร็งพร้อมๆ กันในห้องสอบ ม.เกษตร

จากการตรวจสอบ พบว่าช่วงเวลาเกิดเหตุมีการจัดสอบ ผู้ประสบเหตุทั้งหมดเป็นนักศึกษาพยาบาล ทั้งหมดอายุ 19 ปี ช่วงเวลาเกิดเหตุ มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งได้ขออนุญาตออกไปนอกห้องสอบ กระทั่งกลับมานั่งที่โต๊ะสอบอีกครั้ง ก็มีท่าทีนอนฟุบลงไป อาจารย์ผู้คุมสอบได้เข้ามาสอบถาม ก่อนที่จะมีอาการชักเกร็งขึ้นมา

หลังจากที่นักศึกษาหญิงคนแรกมีอาการชักเกร็งแล้ว ปรากฏว่ามีนักศึกษาที่อยู่ให้ห้องสอบเดียวกันอีก 5 คน ก็มีอาการชักเกร็งตามๆ กันอีก คล้ายกับเป็นอุปทานหมู่ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลและสถานพยาบาลของมหาวิทยาลัยฯ

เบื้องต้นพบว่านักศึกษา 4 ใน 6 คนที่ประสบเหตุนั้น มีโรคประจำตัว เป็นโรคเครียดและโรคภูมิแพ้ คาดว่าอาจจะมีความเครียดระหว่างทำการสอบ จนกลายเป็นเหตุดังกล่าว

งูเหลือมใหญ่เลื้อยเข้าเก๋ง ที่ปรึกษา สบ10 ผู้คนเล็งป้ายทะเบียน

แตกตื่นทั้งทำเนียบรัฐบาล งูเหลือมตัวใหญ่เลื้อยเข้ารถเก๋งของ ที่ปรึกษา สบ10 พลขับตกใจหนีกระเจิง ผู้คนแห่เล็งดูป้ายทะเบียน

งูเหลือมใหญ่เลื้อยเข้าเก๋ง ที่ปรึกษา สบ10 ผู้คนเล็งป้ายทะเบียน

(10 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. บริเวณลานจอรถ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัยฯ ได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ หลังได้รับแจ้งเหตุพบงูเลื้อยเข้าไปในรถยนต์คันหนึ่งที่จอดเอาไว้อยู่

จากการตรวจสอบตรงจุดเกิดเหตุ พบรถเก๋งโตโยต้า แคมรี่ สีดำ ทะเบียน 2 กผ946 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของ พล.ต.ท.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ที่ปรึกษา สบ10 พบงูเหลือมตัวใหญ่เลื้อยเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ สร้างความสนใจแก่ข้าราชการและสื่อมวลชนประจำทำเนียบฯ

เจ้าหน้าที่ใช้เวลาไม่นานนัก ตรวจสอบหาตำแหน่งของงูเหลือมตัวดังกล่าว ก่อนจะพบว่าหนีหลบซ่อนอยู่บริเวณห้องเครื่องของรถยนต์ เจ้าหน้าที่จึงค่อยๆ จับงูออกมาได้สำเร็จ เบื้องต้นพบว่างูเหลือมตัวดังกล่าวมีขนาดราวๆ 2 เมตร และนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้คนมาจับกลุ่มดูเป็นจำนวนมาก บางส่วนได้จดเอาเลขทะเบียนนรถประจำตำแหน่ง พล.ต.ท.ธรรมศักดิ์ เอาไว้เป็นที่ระลึก เพื่อหวังว่าจะนำไปเสี่ยงโชคในงวดล่าสุดที่กำลังจะมาถึงนี้

ชาวเน็ตจีนชื่นชม ตำรวจหนุ่มรับบทเป็นแม่นมดูแลเด็กน้อยถูกทิ้ง

เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 23.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้ง พบเด็กทารกเพศชายถูกทิ้งไว้ในลังกระดาษ วางอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเห้อโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

ชาวเน็ตจีนชื่นชม ตำรวจหนุ่มรับบทเป็นแม่นมดูแลเด็กน้อยถูกทิ้ง

หลังได้รับแจ้งตำรวจหนุ่มได้รุดไปยังสถานที่ที่ได้รับแจ้งทันที พบเด็กน้อยนอนนิ่งเงียบอยู่ในลัง จึงอุ้มกลับมาที่สถานีตำรวจ เร่งตรวจหาแหล่งที่มา พร้อมทั้งรับหน้าที่เป็นแม่นมดูแลเด็กชายน้อยเป็นเวลาชั่วคราว

เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้เสื้อคลุมชุดฟอร์มห่อคุมตัวเด็กชายน้อยแล้วอุ้มไว้ โดยภาพนี้ทำให้ประชาชนแห่ชื่นชมว่าเป็นภาพที่ดูอบอุ่นมาก และด้วยไม่สามารถติดต่อและตามหาพ่อแม่ของเด็กชายน้อยคนดังกล่าว จึงได้ติดต่อไปยังกระทรวงกิจการพลเรือน เพื่อให้เข้าช่วยเหลือดูแลเด็กอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ออกมากล่าวเตือนถึงพ่อแม่เด็กว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้พวกเขารีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อมานำตัวเด็กกลับไปเลี้ยงดู

ซึ่งหลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีผู้คนออกมาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก ทั้งชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด่าทอการกระทำของพ่อแม่เด็ก และอื่นๆ อีกหลายประเด็น

ผวา! กองทัพหนอนบุกบ้านชาวระนอง เร่งช่วย

นางประดับ รมย์ปรีดา อายุ 70 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42/6 ม.1 ต.กะเปอร์ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนเองและเพื่อนบ้านใกล้เคียงอีกจำนวน 3 ครัวเรือน กำลังได้รับความเดือดร้อนจากกองทัพหนอน ที่มาวางไข่และฝักตัว บริเวณต้นหว้าอินเดียที่ตนเองปลูกไว้หน้าบ้านอายุกว่า 30 ปี ซึ่งที่ผ่านมาตนเองไม่เคยเห็นว่ามีหนอน จนกระทั่งเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่หมดหน้าฝน ได้มีหนอนจำนวนมากเกาะอยู่บนต้นไม้ดังกล่าว

ผวา! กองทัพหนอนบุกบ้านชาวระนอง เร่งช่วย

ขณะที่บางส่วนชักใยลงมาด้านล่าง และทุกครั้งที่มีลมพัดมาหนอนจำนวนมากจะถูกพัดลอยมาตามลมเข้าบ้าน สร้างความเดือดร้อนรำคาญเป็นอย่างมาก เพราะตนเองแพ้ขนหนอนเมื่อถูกจะมีอาการคันเกิดเป็นผื่นแดง ช่วงแรกต้องกวาดเอาหนอนออกจากบ้านทุกวัน จนไม่กล้าเปิดประตูและหน้าต่างบ้าน

ด้าน นางขนิษฐา นาคแก้ว นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ องค์การบริหารส่วนตำบลกะเปอร์ กล่าวว่า หลังทราบเรื่องแล้ว ตนพร้อมคณะได้ลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบ เบื้องต้นขอยืนยันว่าหนอนดังกล่าวไม่มีอันตราย แต่หากในรายที่แพ้ อาจจะมีอาการคัน

ล่าสุด ได้มีการประสานไปยัง นายสาโรจน์ วิทยชาญวิฑูร ผอ.กองสาธารณสุขเทศบาลตำบลกะเปอร์ เพื่อขอสนับสนุนเครื่องฉีดพ่นและตัวยาสำหรับกำจัดแมลง ก่อนนำไปฉีดทำลาย สร้างความพอใจให้กับประชาชน แต่ต้องรอดูอีกระยะว่าหนอนจะตายหมดหรือไม่ โดยหากไม่หมดจะกลับมาฉีดพ่นยาซ้ำอีกครั้ง

น้องทาม เด็กชายไร้แขน ใช้เท้าวาดภาพ เศรษฐกิจพอเพียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (5 พ.ย.) ที่โรงเรียนวัดจันทร์ตะวันออก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 และศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 7 พิษณุโลก ได้จัดการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 66 ปีการศึกษา 2559 ระดับเขตพื้นที่การศึกษาของนักเรียน ซึ่งเป็นเด็กพิเศษมีความบกพร่อง 9 ประเภท

น้องทาม เด็กชายไร้แขน ใช้เท้าวาดภาพ เศรษฐกิจพอเพียง

โดยมี ด.ช.วรรธนะ คำอินทร์ หรือ น้องทาม อายุ 12 ปี เด็กไร้แขนทั้ง 2 ข้าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหนองนาดงกวาง ซึ่งเป็นนักเรียนที่จัดอยู่ในกลุ่มประเภท บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ได้เข้าร่วมการแข่งขันประกวดวาดภาพระบายสีตามจินตนาการ ภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง” ด้วย

ตลอดระยะเวลาแข่งขันน้องทามได้ใช้เท้าวาดภาพวาดภาพและระบายสีอย่างตั้งใจ โดยวาดภาพประชาชนยกมือไหว้ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่หันพระพักตร์มองดูประชาชนของพระองค์ที่ดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง และบริเวณด้านบน แสดงพระมหากรุณาธิคุณด้านฝนหลวง กังหันน้ำชัยพัฒนา และพระอัจฉริยภาพทางด้านกีฬาเรือใบ

ซึ่งน้องทาม เป็นเด็กน้อยไร้แขนทั้งสองข้าง ที่มีความมานะอดทนกตัญญูและมีความรักและเทิดทูนในหลวง ร.9 รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์เสมอมา ร่วมกิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะการปั่นเพื่อพ่อ ในวันพ่อแห่งชาติ และปั่นเพื่อแม่ ในวันแม่แห่งชาติ จนเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ และยังได้รับพระราชทานรถจักรยานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกูฏราชกุมาร อีกด้วย

นอกจากนี้การแข่งขันการวาดภาพด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ภายใต้หัวข้อ “ในหลวง” ซึ่งเป็นการจับฉลากจากหัวข้ออื่น ๆ ที่กำหนดไว้ โดยนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันต่างก็พยายามวาดกันออกมาอย่างสวยงามสื่อให้เห็นพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จนเป็นที่ประทับใจของครูที่ควบคุมการสอบและผู้ปกครองที่มาคอยเฝ้ารอดูการแข่งขันภายนอกห้องสอบกันทุกคน

สำหรับผลการแข่งขันวาดภาพตามจินตนาการระดับเขตพื้นที่การศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ในวันนี้ ผลปรากฏว่าน้องทามชนะเลิศอันดับหนึ่ง จึงได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 66 ปีการศึกษา 2559 ระดับภาคเหนือ ในวันที่ 14-16 ธันวาคม 2559 ต่อไป

ผู้ว่าฯพิจิตร ยันชาวนาผูกคอตายไม่เกี่ยวราคาข้าวตก

วันนี้ (5 พ.ย. 59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุเศร้าสลดใจกรณีนายศุภกิจ ปั้นแปลก อายุ 43 ปี ชาวนา หมู่ 3 ตำบลวังสำโรง อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ฆ่าตัวตายกลางทุ่งนา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งภรรยาและญาติพี่น้อง บอกว่าเกิดความเครียด หลังราคาข้าวตกต่ำและมีหนี้สินหลักล้านบาท

ผู้ว่าฯพิจิตร ยันชาวนาผูกคอตายไม่เกี่ยวราคาข้าวตก

ล่าสุด นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ระบุว่า สาเหตุหลักน่าจะมากจากปัญหาหนี้สิน การจำนองที่ดิน เพราะนอกจากจะเป็นเกษตรกร ยังมีอาชีพช่างแอร์ และญาติพี่น้องได้นำชื่อไปกู้หนี้ยืมสิน จนทำให้เกิดความเครียด รวมทั้งยังไม่ทราบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล

สำหรับราคาข้าวในปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรมองว่ายังไม่น่าเป็นกังวล เพราะรัฐบาลออกมาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือระยะสั้นเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้จังหวัดพิจิตรจะเร่งหาตลาดเพิ่ม และผลักดันให้คนในจังหวัดซื้อข้าวจังหวัดของตนเอง ขณะที่ข้าวหอมมะลิ ที่จะเริ่มเก็บเกี่ยว คาดจะมีปริมาณมากกว่า 3 แสนตัน โรงสีทุกแห่งจะต้องกำหนดราคากลางตามที่รัฐบาลตั้งไว้