อช.หมู่เกาะสิมิลันคึกเก็บรายได้มากสุดรอบ35ปี

75
นายรวมศิลป์ มานะจงประเสริฐ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่า ในรอบเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมมาท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ทำให้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน สามารถจัดเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการจัดเก็บรายได้ที่สูงที่สุดในประเทศไทยสองเดือนติดต่อกัน โดยในเดือนมกราคม เก็บได้ 57 ล้านบาท และตั้งแต่เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเมื่อกลางเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน สามารถจัดเก็บได้รายจากนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 201,000,000 บาท เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ และเก็บรายได้สูงที่สุดในรอบ 35 ปี ตั้งแต่มีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เมื่อปี 2525 เป็นต้นมา

สำหรับคำว่า “สิมิลัน” เป็นภาษายาวี หรือ มลายู แปลว่า “เก้า” จึงมีชื่อเรียกกันว่า หมู่เกาะสิมิลัน หรือ เกาะเก้า ประกอบไปด้วยเกาะใหญ่น้อย 9 เกาะ ด้วยกัน เกาะทั้งเก้าเรียงตัวตามแนวทิศเหนือไปทิศใต้ ได้แก่ เกาะบอน เกาะบางู เกาะสิมิลัน เกาะปายู เกาะห้า เกาะเมียง เกาะปาหยัน เกาะปายัง และเกาะหูยง หมู่เกาะสิมิลัน ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติของประเทศไทย ลำดับที่ 43 ในปี พ.ศ. 2525 มีขนาดพื้นที่ 128 ตารางกิโลเมตร (80,000 ไร่)

บุกบ้านนักการเมือง-นายกอบต.อุทัยฯหาหลักฐาน

76
คอมมาโด อาวุธครบมือพร้อมทหาร ตรวจค้นบ้านนักการเมืองดัง – นายก อบต. หาหลักฐานคดีคนร้ายยิงถล่มวงไฮโล ดับ 3 เจ็บ 1 ที่ จ.อุทัยธานี

ที่ จ.อุทัยธานี พล.ต.ต.สุทิน พ่วงทรัพย์ ผบก.กองปราบ พร้อมด้วยตำรวจคอมมานโด จำนวน 40 นาย และทหารชุดกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.อุทัยธานี ใช้อำนวจ ม.44 จุดที่ 1 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 98 ม.5 ต.น้ำรอบ อ.ลานสัก ซึ่งเป็นบ้าน นายสุภาพ อายุ 67 ปี อดีต ส.ส.พรรคการเมืองชื่อดัง เนื่องจากตกเป็นผู้ต้องสงสัยพัวพันคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงถล่มกลางวงไฮโล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน เจ็บ 1 คน โดยคนร้ายต้องการฆ่าสารวัตรกำนันคนดัง แต่รอดตายอย่างหวุดหวิด เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ผลการตรวจค้นได้พบอาวุธปืนลูกซองยาวและอาวุธปืนสั้น ขนาด 9 มม. ขนาด .357 พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนมาก จึงยึดมาตรวจสอบ โดย นายสุภาพ ให้การปฏิเสธ

ส่วนจุดที่ 2 ตำรวจคอมมานโด ได้เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 98/2 ม.5 ต.น้ำรอบ อ.ลานสัก บ้าน นายณรงค์ศักดิ์ อายุ 60 ปี เป็นนายก อบต. ซึ่งต้องสงสัยพัวพันคดีฆ่า 3 ศพเช่นเดียวกัน ผลการตรวจค้นพบอาวุธปืนทั้งปืนยาวและปืนสั้นหลายกระบอก พร้อมเครื่องกระสุน เบื้องต้น นายณรงค์ศักดิ์ ให้การปฏิเสธอ้างว่าถูกใส่ร้ายและกลั่นแกล้ง ทำให้ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ตำรวจกองปราบยังปูพรมตรวจค้นบ้านนักการเมืองท้องถิ่นในเขต อ.ลานสัก อีกหลายราที่เกี่ยวข้องกับคดี และในช่วงบ่าย 2 นั้น ผู้บัญชาการภาค 6 มาแถลงเกี่ยวกับคดีที่ยิงดับกลางวงไฮโล 3 ที่จับมือปืนและผู้บงการดังกล่าว

ปากทำเหตุ! ตำรวจสั่งปรับพนักงานแบงค์ พูดคำว่า “ระเบิด!” ในสนามบินสุวรรณภูมิ

หนุ่มแบงค์ธนาคารดัง ปากพาซวย ตะโกนลั่น “ระเบิด! ระเบิด!” หยอกล้อ รปภ.สนามบินสุวรรณภูมิ จนท.แจ้งข้อหาทำประชาชนแตกตื่น พูดคำหวงห้ามในที่สาธารณะ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เชิญตัว นายอรุณ อายุ 35 ปี พนักงานธนาคาร มาพบร้อยตำรวจโทหญิงสุพัฒตรา ราษฎร์นิยม รองสารวัตรสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลงบันทึกประจำวันและแจ้งข้อกล่าวหา หลังแจ้งความเท็จจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ โดยมีอัตราโทษปรับ 1,000 บาท หรือโทษจำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำและปรับ หลังจากที่ นายอรุณ ได้เอ่ยปากกับเจ้าหน้าที่ รปภ.ว่ามีระเบิด

นายสุรพล อายุ 33 ปี เจ้าหน้าที่ รปภ.ให้การว่า ขณะที่ตนเองกำลังปฎิบัติหน้าที่อยู่บริเวณลานจอดรถโซนเอ นายอรุณ ผู้ก่อเหตุได้ขับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเข้ามาในเขตหวงห้าม จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้นตามหลักมาตราฐานสากลด้านความปลอดภัยในท่าอากาศยาน แต่ปรากฏว่านายอรุณได้จอดรถและยกลังกระดาษเดินเข้ามาและโยนใส่ตนเองโดยระบุว่า “ระเบิด! ระเบิด!” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยคำว่า “ในกล่องไม่มีระเบิดหลอก” ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดและอาจเกิดความเสียหายต่อระบบรักษาความปลอดภัยได้ อีกทั้งคำพูดดังกล่าวถือเป็นข้อห้ามในสนามบิน ตนจึงรีบแจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบก่อนจะเชิญตัวมาพบพนักงานสอบสวน

ด้าน นายอรุณ พนักงานธนาคารรายนี้ให้การว่า ตนเองไม่มีเจตนาจะพูดคำดังกล่าวในสถานที่นี้ สาเหตุที่เข้ามาในพื้นที่นั้นเพื่อจะมาตั้งบูธให้บริการลูกค้าเท่านั้น ส่วนคำพูดดังกล่าวที่พูดไปตนเข้าใจผิดคิดว่า รปภ.ทั้งสองนั้นเป็นคนที่ตนเองรู้จักและคุ้นเคยจึงหยอกล้อเล่นได้ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับไว้ก่อน  อย่างไรก็ตามสำหรับ นายอรุณ ถือเป็นการกระทำความผิดนอกอากาศยาน แต่ยังอยู่พื้นที่ควบคุมของสนามบิน จึงถือเป็นความผิดลหุโทษพนักงานสอบสวนจึงพิจารณาสั่งปรับและว่ากล่าวตักเตือนไป

ปรับ 2 พัน แท็กซี่แซวสาว “ก็ขี้เหร่แบบนั้นเขาเลยไม่รับ”

จากกรณีที่ในโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวีดีโอจากเฟซบุ๊กของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งถ่ายทอดสดการเรียกแท็กซี่ บริเวณตลาดเจเจกรีน ซึ่งหลังจากได้ขึ้นรถฝ่ายหญิงก็พูดว่า เมื่อวานเรียกแท็กซี่เป็น 10 คัน

คนขับแท็กซี่ก็พูดว่า ก็ขี้เหร่แบบนั้นเขาเลยไม่รับ” ซึ่งทำให้แฟนหนุ่มของหญิงสาวไม่พอใจและต่อว่า แม้หญิงสาวจะพูดว่าเขาแซวเล่น ก่อนที่คนขับแท็กซี่จึงบอกให้ทั้งคู่ลงจากรถไป ฝ่ายชายก็พูดว่า “ยินดีครับ จำไว้นะแล้วเจอกัน”  ทำให้คนขับแท็กซี่พูดว่า “ตอนไหน ตอนนี้มั้ยล่ะ” ก่อนที่จะเกิดการชกต่อยกันชุลมุน จนกระทั่งมีคนเข้ามาห้ามเอาไว้ และพยายามไกล่เกลี่ย เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อเวลา 01.13 น.

ล่าสุด เมื่อวานนี้กรมการขนส่งทางบกโดย กองตรวจการขนส่งทางบก ได้ดำเนินการติดตามตัวผู้ขับรถคันดังกล่าว ชื่อ นายสมศักดิ์ ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะเลขที่ 54000241 สิ้นอายุวันที่01/08/2561 มาสอบข้อเท็จจริงแล้ว  โดยนายสมศักดิ์ ให้การยอมรับว่าได้ใช้วาจาไม่สุภาพ เป็นเหตุให้ผู้โดยสารไม่พอใจ และมีการทะเลาะวิวาทกับผู้โดยสาร และคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ได้มีการแจ้งความกับพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ (สน.บางซื่อ) ด้วยแล้ว

ทั้งนี้ กองตรวจการขนส่งทางบกพิจารณาแล้ว นายสมศักดิ์ ผู้ขับรถ ได้กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 จึงได้ ลงโทษในฐานความผิดแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ มาตรา 57 ฉ ประกอบมาตรา 66/2 และในฐานความผิดไม่ส่งผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางตามที่ตกลง มาตรา 57 เบญจ ประกอบ 66/2  จึงได้เปรียบเทียบปรับ ในอัตราสูงสุดเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท และอบรมเรื่องกฎระเบียบในการให้บริการที่ดีเป็นเวลา 3 ชั่วโมง พร้อมทั้งบันทึกประวัติเพื่อติดตามพฤติกรรมต่อไป