คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2017

มิว เล็งอัพไซส์!! หลังถูกถ่ายภาพจุกหลุดแต่แบนเวอร์

21

ไปร่วมเดินแบบให้กับนักปั้นมือทอง “เอ ศุภชัย” แต่นางเอกสาว “มิว ลักษณ์นารา” เกิดประสบปัญหาโชว์เต้นบัลเล่ต์กลางเวทีแล้วชุดเกาะอกที่ใส่ไหลลงมาจนเห็นซิลิโคนที่แปะอยู่ด้านใน จนถูกแชะภาพออกมาว่อนทั่วโลกโซเชียล

ล่าสุดมีโอกาสได้เจอ มิว ลักษณ์นารา จึงไม่พลาดที่จะสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น โดยเจ้าตัวยอมรับผิดว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของตัวเองที่เซฟไม่ดีเอง พร้อมยอมรับเห็นภาพแล้วแอบเสียเซลฟ์เพราะเธอเป็นคนไม่มีหน้าอก จึงแพลนปรึกษาหมอและเคลียร์คิวขึ้นเขียงอัพไซส์ทันที

ถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น?
“มันเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของตัวมิวเองเลยค่ะ คือตอนลองชุดตอนแรกมันพอดีเพราะตอนลองใส่ยกทรงปกติ แต่พอจะขึ้นแสดงก็เปลี่ยนเป็นผ้าอีกตัวที่มันลื่นๆ บวกกับซับในที่มันก็ลื่นด้วย”

ตอนอยู่บนเวทีเรารู้สึกตัวไหมว่าผ้าไหลลงมาแล้ว?
“ไม่รู้เลยค่ะ เล่นจนเสร็จพอเข้าไปข้างหลังเวทีพวกพี่สไตล์ลิสมาบอกว่า มิวหนูทำอะไรลงไปลูก หนูก็งงว่าหนูทำอะไรเหรอคะ เพราะยังไม่รู้เรื่องเลย”

เห็นภาพแล้วหรือยัง?
“เห็นแล้วๆ ก็ตลกอ่ะ มันไม่ได้ช็อก แต่ตกใจว่าเราไม่มีขนาดนี้เลยเหรอ ขนาดโดนแอบถ่ายยังไม่เห็นมีอะไรเลย ตลกดี (หัวเราะ)”

เราไม่ได้ซีเรียสใช่ไหม?
“ไม่ค่ะ คือต้องบอกก่อนเลยว่ามิวเป็นคนรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าไม่มีหน้าอก การแปะซิลิโคลก็เป็นเรื่องดีแล้ว เห็นซิลิโคลยังดีกว่าของจริงนะ”

เสียเซล์ฟไหม?
“ก็มีนิดนึงค่ะ อย่างที่บอกมันเป็นความรู้สึกที่พอเห็นแล้วมันไม่มีจริงๆ เหรอ ขนาดชุดยังหลุดเลย ทั้งๆ ที่วัดมาพอดีกับตัวมิวแล้วแท้ๆ ยังหลุดได้”

ต่อไปเราต้องเซฟตัวเองเพิ่มขึ้นยังไงบ้าง?
“จะเซฟยังไงเหรอคะ ก็ทำเลย จบ (หัวเราะ) ไปอัพเลย จะได้รู้เรื่องรู้ราวกันไป”

แสดงว่ามีแพลนจะไปอัพไซส์เพิ่ม?
“จริงๆ แอบคิดนะ พอวันนั้นไดเห็นภาพแล้วรู้สึกว่าถ้าไม่มีขนาดนี้ก็ไปทำดีกว่าไหมมิว ทำเหอะจะได้จบๆ ซึ่งผู้ใหญ่หลายคนก็บอกเหมือนกันว่าไปทำก็ดี เวลาใส่ชุดมันไม่มีเลยจริงๆ ถ้าไปทำมาใส่ชุดอะไรจะได้ดูสวยขึ้น”

เราได้ปรึกษาครอบครัวหรือยัง?
“ก็ได้ปรึกษาคุณแม่แล้วค่ะ ถามว่าถ้าไปทำหน้าอกจะเป็นอะไรไหม คุณแม่ก็บอกยังจะไปทำอีกเหรอ เพราะท่านไม่ค่อยชอบให้ยุ่งอะไรแบบนี้ แต่เราว่าก็คงต้องทำแหละเพราะไปหาแนวร่วมสุดฤทธิ์ พยายามไปถามคนนู้นคนนี้ มีแต่คนบอกว่าไปทำเถอะ แต่มิวก็คงต้องขอศึกษาก่อน อาจไม่ทำใหญ่มาก เอาแค่ให้พอดี”

คิดไว้ไหมจะไปทำเมื่อไหร่?
“ก็คงเอาให้หมดช่วงเรียน และช่วงถ่ายละครไปก่อนค่ะ เพราะตอนนี้ยังถ่ายละครอยู่”

เพราะเหตุการณ์นี้เลยทำให้เราตัดสินใจอัพไซส์ง่ายขึ้นกว่าเดิมไหม?
“ก็คงง่ายขึ้นนะคะ ตอนแรกบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ได้อยากจะทำ เพราะชอบหน้าอกเล็กๆ ของตัวเอง เวลาใส่ชุดอะไรก็ดูไม่โป๊ แต่พอมาคำนึงถึงตัวเองที่ต้องอยู่ในวงการ ชุดที่เป็นเกาะอกก็เยอะ ถ้ามีไว้ก็ดีกว่า”

กลัวว่าทำแล้วจะเกิดเอฟเฟคกับตัวเราไหม?
“เรื่องไม่ธรรมชาติเหรอ ก็อย่างที่บอกค่ะต้องใช้เวลาศึกษา ของปรึกษาแพทย์ก่อนให้เป็นเรื่องเป็นราว”

ทำมาแล้วจะเปลี่ยนแนวเป็นสาวเซ็กซี่เลยไหม?
“อย่างที่บอกหนูคงทำไม่เยอะหรอกค่ะ ทำให้มันพอดีกับตัวเอง ส่วนจะเซ็กซี่ไหมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ก็ตามวัยไปเรื่อยๆ เนอะ”

แปลกไม่ซ้ำใคร ที่พัทยามีแพะเฝ้าหน้าร้านสะดวกซื้อ

ฮือฮา! หน้าร้านสะดวกซื้อที่อื่นมีน้องหมา แต่ที่พัทยามีแพะเฝ้าหน้าร้าน สร้างความฮือฮาให้นักท่องเที่ยว เผยเป็นแพะในซอยเขาตาโลแต่มานอนหน้าร้านทุกวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่จะมีเจ้าสุนัขมานอนหน้าร้านปากประตูทางเข้าเพราะต้องการมารับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แต่ที่สาขา 5275 The Mountain เขาตาโล เมืองพัทยา จ.ชลบุรี กลับมีแพะตัวขนาดใหญ่นอนเฝ้าหน้าร้านสร้างความฮือฮาต่อผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

จากการตรวจสอบพบเจ้าแพะขนาดใหญ่ สีน้ำตาลเข้ม นอนเฝ้าอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อดังกล่าวอย่างสบายใจ ท่ามกลางนักท่องเที่ยวและลูกค้าที่มาใช้บริการในร้าน ทั้งนี้แพะตัวดังกล่าวมีลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างเชื่อง และเป็นมิตรกับคน ทราบชื่อเจ้าแพะตัวดังกล่าวว่า “เจ้าโบ้”
สอบถามชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้น เล่าว่า เจ้าโบ้เป็นแพะที่ถูกเลี้ยงไว้ของชาวบ้านที่เป็นชาวมุสลิมในซอยเขาตาโล แต่จะมีนิสัยแปลกกว่าตัวอื่น ซึ่งไม่ตื่นคน โดยแต่ละวันเจ้าโบ้จะมานอนรับแอร์อยู่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งนี้เป็นประจำทุกวัน จนกลายเป็นภาพที่ชินตาของชาวบ้าน แต่สำหรับชาวต่างชาติถือได้ว่าเป็นเรื่องฮือฮาไม่น้อย

ตร.คุมม็อบต้านโรงไฟฟ้าไปสอบที่191

ตำรวจคุมตัวมวลชลต้านโรงไฟฟ้า ไปสอบสวนที่ 191 อีกประมาณ 7 คน ขณะยังมีบางส่วนชุมนุมต่อเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ประมาณ 100 คน

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ บริเวณสำนักงาน ก.พ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุนและเชิญตัวกลุ่มผู้ชุมนุมที่เหลืออยู่ประมาณ 7 – 8 คน ขึ้นรถตู้ เพื่อไปสอบปากคำและซักประวัติ ที่กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 ถนนวิภาวดี โดยภายหลังการซักประวัติผู้ชุมนุมเรียบร้อยหากผู้ใดมีความประสงค์ต้องการกลับภูมิลำเนา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เตรียมรถเพื่อส่งตัวผู้ชุมนุมกลับภูมิลำเนาทันที ซึ่งหากผู้ชุมนุมไม่ยินยอมกลับ ก็จะนำขึ้นศาลเพ่งในวันที่ 20 ก.พ. นี้

ขณะเดียวกัน ที่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ก็ยังคงมีกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประมาณ 100 คน ปักหลักชุมนุมอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยังคงตรึงกำลังอยู่ที่บริเวณแผงเหล็ก เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาบริเวณพื้นที่ควบคุมอย่างไรก็ตาม คาดว่า การปิดกั้นพื้นที่ตั้งแต่สะพานชมัยมรุเชฐ ถึง แยกมิสกวัน จะสามารถเปิดใช้เส้นทางตามปกติ ในวันพรุ่งนี้ (19 ก.พ.) หรือจนกว่าสถานการณ์จะสงบลง

เครือข่ายนักวิชาการชี้จับแกนต้านถ่านหินละเมิดสิทธิ

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคม ระบุ การจับกุมแกนนำต้านถ่านหิน เป็นการละเมิดต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน และเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งอารยะ และมนุษยธรรม

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1/2560 มีใจความที่น่าสนใจตอนหนึ่งว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ การรักษาสมดุลระหว่างการรักษาสิ่งแวดล้อม และการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเคารพถึงเจตจำนงของผู้ได้รับผลกระทบ ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง แม้ว่าภาครัฐได้มีความพยายามในการยืนยันข้อเท็จจริงว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งถือเป็นโครงการขนาดใหญ่จะนำประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงทางด้านพลังงาน อย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนในอดีตทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ดังนั้น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถือว่าเป็นโครงการที่สอดคล้องต่อหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้างจริงหรือมั่ว (นิ่ม)

นอกจากนี้แล้ว สิทธิของประชาชนในการออกมาเรียกร้อง หรือต่อต้านการกระทำที่ถือว่าอยุติธรรมโดยผู้ปกครองรัฐผ่านการชุมชุมโดยสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธนั้น ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการเคารพ และรับรองจากทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายภายในของรัฐ ที่ได้ชื่อว่ามีอารยะ ด้วยเหตุนี้ การที่รัฐกระทำในลักษณะที่เป็นการจำกัดขัดขวางการชุมชนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การปิดตึกไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้ห้องน้ำในทำเนียบรัฐบาล และการไม่จัดรถสุขาเคลื่อนที่มาให้บริการ รวมถึงการจับกุมแกนนำเพื่อกดดันให้ประชาชนสลายการชุมนุม จึงถือว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน และเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งอารยะ และมนุษยธรรม

แค่ 10 วินาที มือสังหารสาว ปลิดชีพ! “คิม จองนัม” พี่ชายผู้นำโสมแดง

สื่อเกาหลีรายงานอ้างอิงการข่าวมาเลเซีย ระบุว่า นายคิม จองนัม พี่ชายต่างมารดาของ นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ถูกฆาตกรรมที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ขณะกำลังเดินทางไปมาเก๊า โดยเขาถูกคนร้ายใช้ผ้าเช็ดหน้าโปะเข้าที่ใบหน้าประมาณ 10 วินาที

ซึ่งคาดว่าที่ผ้าเช็ดหน้านั้นมี “ยาพิษ” อยู่ และหลังจากก่อเหตุคนร้ายได้ขี้นรถแท็กซี่หลบหนีไป ด้านเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวนายจองนัมส่งโรงพยาบาล แต่เขาได้เสียชีวิตระหว่างทาง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียสันนิษฐานว่า เกาหลีเหนือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมครั้งนี้ โดยจากการสอบสวนพบว่า มีผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมด 4 คน ขณะนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 3 คน เป็นชาย 1 คน ถือพาสปอร์ตมาเลเซีย หญิงเวียดนาม 2 คน หนึ่งในนั้นถือพาสปอร์ตอินโดนีเซีย

เคน ชิวๆ ควง เอสเธอร์ สวีทวันวาเลนไทน์ แต่มีแม่ร่วมดินเนอร์ด้วย

กลายเป็นคู่รักที่ต้องมีคุณแม่ไปไหนมาไหนด้วยตลอด สำหรับ “เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา” กับหวานใจหนุ่ม “เคน ภูภูมิ” เพราะล่าสุดวันวาเลนไทน์ที่ใครๆ ต่างก็อยากจะสวีทกับแฟนสองต่อสอง แต่ตรงข้ามกับคู่นี้ที่พาคุณแม่ไปร่วมโต๊ะอาหารอินเนอร์บนตึกสูงด้วย จนทำเอาหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ฝ่ายหญิงจะพาคุณแม่ไปด้วยทำไม??

งานนี้ เคน ภูภูมิ ได้ออกมาชี้แจงโดยเจ้าตัวได้เผยว่า วันวาเลนไทน์คือวันที่แสดงความรัก ไม่ใช่แค่วันของคนสองคนเท่านั้น ตนจึงไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องแปลกอะไร

วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาควงเอสเธอร์ไปทานข้าวสวีทแค่ไหน?
“ไม่ได้สวีทอะไรมาก ทานข้าวกันปกติ มีดอกไม้และการ์ดให้น้อง ส่วนน้องทำเป็นสมุดภาพที่เราไปเที่ยวด้วยกัน รูปวิวสวยๆ แล้วก็เขียนข้อความตลกๆ นิดหน่อย เซอร์ไพรส์เหมือนกัน ไม่รู้เขาเอาเวลาไหนไปทำ”

วาเลนไทน์แรกตื่นเต้นขนาดไหน?
“ไม่ได้ตื่นเต้นมาก แค่รู้สึกแปลกๆ(เขิน) ก็ดีครับ ทุกอย่างโอเค”

เห็นว่าวันนั้นแม่น้องไปด้วย?
“ใช่ครับ รูปที่เห็นคือคุณแม่เป็นคนถ่ายให้”

แม่ว่าอย่างไรบ้าง?
“ไม่ได้ว่าอะไร จริงๆ เป็นเรื่องปกติ คนอื่นอาจจะคิดว่า โห ไปกับแม่เหรอ แต่สำหรับเราถือเป็นการใช้ชีวิตตามปกติ ใช้ชีวิตแบบนี้กันมาตลอด อยู่กับแม่ อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย”

หลายคนมองว่าวันนั้นน่าจะเป็นวันที่ไปสวีทกันสองคน แต่ที่แม่ไปด้วย เป็นเพราะเขาหวงหรือเปล่า?
“ไม่เกี่ยวครับ วาเลนไทน์เป็นวันสำหรับทุกๆ คน มอบความรักให้ทุกๆ คน ไปทานข้าวเราก็อยากให้เขามีความสุขไปด้วยกัน”

ตอนนี้เวลาไปไหนมาไหนต้องขออนุญาตแม่น้องอยู่ไหม?
“เอาไปด้วยเลยครับ ไม่ต้องขอ(หัวเราะ) คือเป็นชีวิตประจำวันไปแล้วว่าถ้าเราอยากไปทานข้าวหรือไปไหน ก็พาแม่ไปด้วย แม่ยังวัยรุ่นอยู่ ไปไหนก็ได้สบายๆ”

น้องมีโอกาสได้เจอแม่เราบ้างไหม?
“เจอครับ ก็ดีนะ ส่วนใหญ่ทานข้าวกัน”

ฝากฝังทั้งสองครอบครัวยัง?
“ยังครับ ไปเรื่อยๆ อยู่กับผู้ใหญ่ด้วยก็สบายๆ”

วันนี้น้องมาออกอีเว้นท์ด้วย?
“ครับ ก็ให้กำลังใจกันไป เสร็จงานแล้วเดี๋ยวไปทานข้าวกัน ตอนมาทำงานก็มาถึงไล่ๆ กัน ตอนนี้น้องน่าจะกำลังเตรียมตัวทำงาน”

ดูเหมือนเขิน หน้าแดงเลย?
“(ยิ้ม)จริงเหรอ ก็เขินครับ”

วันนี้น้องต้องตอบคำถามเขาปรึกษาเรายังไงบ้าง?
“ไม่ได้ปรึกษาอะไร น้องมีคำตอบของน้องอยู่แล้ว”

40,000คนรำบวงสรวงศาลเหลักเมืองขอนแก่น

ขอนแก่นสร้างประวัติศาสตร์ นางรำร่วม 40,000 คน รำบวงสรวงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ครบตั้งเมือง 220 ปี

ที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน พิธีรำบวงสรวงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ในโอกาสครบรอบก่อตั้งจังหวัดขอนแก่น ครบ 220 ปี และน้อมเกล้าฯถวายความอาลัย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีนางรำจากทั้ง 26 อำเภอของ จ.ขอนแก่น พร้อมใจกันสวมใส่ชุดรำด้วยผ้าไหมไทยที่เป็นแบบเดียวกัน แยกเป็นฝ่ายหญิง สวมใส่ผ้าถุงสีดำ เสื้อไหมสีขาว ผ้าสไบพาดบ่าสีดำ กลัดผมด้วยดอกคูณสีเหลือง ฝ่ายชายสวมใส่กางเกงโจงกระเบนสีดำ เสื้อไหมสีขาว สไบพาดบ่าสีดำ โดยมีลงทะเบียนเพื่อร่วมรำครั้งนี้เบื้องต้น 35,000 คนแต่เมื่อถึงเวลาจริงมีผู้มาร่วมรำบวงสรวงเกือบ 40,000 คน ทำให้เจ้าหน้าที่ปิดการจราจรโดยรอลศาลเจ้าพ่อหลักเมือง รวม 5 เส้นทางเพื่อจัดกิจกรรมครั้งประวัติศาสตร์ของ จ.ขอนแก่น ในครั้งนี้

นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การรำครั้งนี้มีชื่อว่า “รำดอกคูณเสียงแคน” ซึ่งเป็นท่ารำประจำจังหวัดขอนแก่น มีนางรำจากทุกอำเภอของจังหวัดขอนแก่น เดินทางมาร่วมกันฟ้อนรำ ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเป็นประวัติศาสตร์ของเมืองขอนแก่น ที่มีนางรำมากกว่า 35,000 คน มาฟ้อนรำพร้อมกัน และ เป็นการถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช รัชกาลที่ 9 และ เพื่อเป็นการบวงสรวงศาลหลักเมืองให้เกิดความเป็นสิริมงคลก่อนจัดงานเทศกาลไหมนานาชาติ ประเพณีผูกเสี่ยว และงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น (ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-28 กุมภาพันธ์ 2560) ตลอดจนเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระขอนแก่น 220 ปี ให้เกิดความร่มเย็นแก่ชาวขอนแก่นและผู้ที่ร่วมรำในครั้งนี้อีกด้วย

น้ำตาล สวนกลับคนดราม่า!! ไม่ได้ดังแล้วยิ่ง แต่หนูเป็นคนหน้านิ่ง

กลายเป็นขวัญใจนางงามทันทีหลังจบการประกวดมิสยูนิเวิร์ส2016 สำหรับสาว “น้ำตาล ชลิตา” แต่บินกลับมาไทยได้ไม่ถึงเดือนก็เกิดกระแสดราม่าเบาๆ เมื่อเธอถูกกระแสโจมตีดังแล้วหยิ่ง เข้าถึงตัวยากมากขึ้น

ซึ่งงานนี้พอสาว “น้ำตาล” ได้ยินก็รีบออกมาชี้แจงทันที โดยเจ้าตัวได้เผยให้ฟังว่า อาจตะเป็นเพราะช่วงนี้เธองานเยอะจึงทำให้ไม่มีเวลาทักทายแฟนคลับ แต่ยืนยันไม่ได้ดังแล้วหยิ่งแน่นอน เพราะเรื่องหยิ่งเธอถูกว่ามานานแล้วเนื่องจากหากไม่ได้ยิ้มจะเป็นคนหน้านิ่งเท่านั้นเอง

เห็นว่าวันนี้ริชาร์ต(นักข่าวฟิลิปปินส์)มาหาเรา?
“เขาก็แท๊คในไอจีว่าเขาจะมา เขาบอกหลังจากนี้จะไปพัทยาไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ต่อ”

หลายคนเชียร์ว่าจิ้นกัน?
“ไม่ได้มีอะไร เขาเป็นนักข่าวที่เราสัมภาษณ์กับเขาบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากมายก็คุยกันตามประสา มันยังไม่มีอะไรค่ะ”

มีนัดเจอกันชวนกันไปไหน?
“ไม่ได้ชวน แล้วตาลเองก็ไม่ได้ว่างไปไหนด้วย กลับถึงห้องพักก็หลับ ไม่ได้เล่นโทรศัพท์อะไรเลย หัวใจยังว่างค่ะ ยังไม่มีแฟนเดี๋ยวแม่ว่า”

เขาบอกว่ามาเพื่อมาหาเราเลย?
“ไม่หรอกค่ะ(หัวเราะ) เขาก็มาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนเขา เราไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวขนาดนั้น ไม่ได้มีคอนแทคติดต่อกัน เจอก็เจอแค่2-3ครั้งเอง”

เพื่อนๆ นางงามแซวว่าเขาเชียร์เราออกนอกหน้านอกตา?
“ไม่หรอกค่ะ คนอื่นก็เชียร์เราเหมือนกัน เราก็ไม่รู้ว่าใครเชียร์อะไรยังไง”

หมู พิมพ์ผกา ก็เชียร์เรา?
“ก็เพิ่งมาเห็นตอนที่มีคนส่งมาให้ดูนี่แหละ ก็ขอบคุณมากที่เชียร์และให้ทุกคนช่วยโหวตให้ตาล”

ถึงขั้นจะยกน้องนายลูกชายให้เลยถ้าช่วยโหวต?
“ก็ไม่ใช่ให้ตาลนิค่ะ(หัวเราะ) ยกให้แฟนๆ ก็มีโอกาสได้เจอกันตามงานค่ะ นายก็บอกว่าแม่ผมเชียร์พี่หนักมาก น้องนายเขาน่ารักค่ะ แต่ยังไม่มีโอกาสได้เจอแม่หมูเลยค่ะ ถ้าเจอก็จะขอบคุณแม่หมูที่เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ทำให้คนเชียร์เรา”

มีดราม่ามาว่าแฟนๆ เข้าถึงตัวเรายากหลังจากกลับมาจากฟิลิปปินส์?
“ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะด้วยตอนที่เขาเจอเรารีบ ด้วยช่วงนี้งานเราเยอะ วันๆ นึงต้องไปหลายที่ ใครเข้ามาขอถ่ายรูปเรายินดี เราอยากถ่ายรูปกับทุกคนใครครบเลยถ้าไม่รีบ แต่ทางทีมงานเขาก็รีบให้เราไปทำงานอย่างอื่นต่อ ตาลเหมือนเดิมทุกอย่างค่ะ”

คนเลยมองว่าดังแล้วหยิ่ง?
“เรายังไม่ดังขนาดนั้น อย่างที่เคยบอกเรื่องหยิ่งกับตาลมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียน ถ้าหนูไม่รู้จักใครจะชอบทำหน้านิ่งๆ พอนิ่งๆ ไม่ยิ้ม ก็จะดูหยิ่ง เชิด จริงๆ แล้วเราไม่มีอะไรเลย”

ศรีวราห์รอสอบ7ตร.ปล้นปืนยันไม่โยงขอนแก่นโมเดล

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับมอบตัว ผู้ต้องหายักยอกอาวุธปืน เร่งสอบนำไปก่อคดีหรือเกี่ววข้องกับการชุมนุมทางการเมืองในอดีตหรือไม่

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้า รับมอบตัว ร.ต.ท.จันทร์เพ็ชร บุญผ่องศรี/ด.ต. กิติชัย จุลเหล่า /ด.ต.นิมิตร สานก้อย / ด.ต.สุชาติ ใจตาง/ ด.ต.นิติพงษ์ มาตรี / ด.ต.สำเร็จ นามปราศัย/ด.ต.สัมฤทธิ์ หงส์คะ/ อดีตตำรวจ ตชด. และ ตำรวจภูธร ทั้งในและนอกราชการที่ก่อเหตุยักยอกอาวุธปืน 885 กระบอก ไปจากค่าย ตชด.ที่ 24 จ.อุดรธานี เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2555 จากมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) มาให้ตำรวจกองปราบปรามรับไว้ดำเนินคดีจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหาทั้งหมดเข้าตรวจร่างกาย พิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติ และสอบปากคำ

พล.ต.อ.ศรีวราห์ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากปี 2554 พบว่ามีการปล้นอาวุธปืน รองนายกฯได้สั่งให้ติดตามคดี จนกระทั้งพบว่าผู้ต้องหาได้นำปืน HK และ ปืน M16 ออกจากค่าย ตชด.ซึ่งฝ่ายความมั่นคงได้ควบคุมตัวและส่งให้ตำรวจ ส่วนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขอนแก่นโมเดลหรือไม่หนึ่งในผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าขโมยปืนออกไปจำนวน 20 กระบอก และขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น โดยขณะนี้สามารถติดตามปืนกลับมาได้เพียง1กระบอก ส่วนปืนที่เหลือจะนำไปก่อคดีหรือเกี่ววข้องกับการชุมนุมทางการเมืองในอดีตหรือไม่ อยู่ระหว่างการสอบสวนทั้งนี้ ตำรวจได้แจ้งข้อหา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้

ผบช.ภ.4เรียกประชุมด่วนคดีปืนหาย880กระบอก

ผบช.ภ.4 เรียกประชุมด่วนคดีปืนหาย880 กระบอก ของตชด.24 ปิดปากเงียบไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ

พล.ต.ท. จตุพล ปานรักษา ผบช.ภ.4 ได้เดินทาง มายังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี โดยมี พ.ต.อ.เนติพงศ์ ธาตุทำเล ,พ.ต.อ.ชวิศ ศรีจันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เพื่อแระชุมความคืบหน้าของคดี อาวุธปืนหาย จำนวน 880 กระบอก ของตชด.24 ทั้งนี้จากกรณีที่มีแหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถคุมตัวผู้ต้องหา 7 ราย ที่ก่อเหตุขโมยปืนจำนวน 885 กระบอก จากค่าย ตชด.24 จ.อุดรธานี ตั้งแต่ปี 2555 โดยสามารถคุมตัวได้จากสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 14ก.พ.60ที่ผ่านมา และ ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกคุมตัว และสอบสวนอยู่ที่ มทบ.11 ในตอนนี้ จากนั้นผบช.ภ.4 ได้เข้าไปในห้องประชุมดยมีนายตำรวจ ฝ่ายสอบสวน และฝ่ายสืบสวนเข้าร่วมประชุมเพื่อวางแนวทาง ในการทำงานต่อไป โดยไม่สื่อมวลชนเข้าไปรับฟังการประชุมในครั้งนี้ เนื่องจากหน่วยเหนือ ให้ทำคดีนี้เป็นเรื่องลับไม่ให้เปิดเผยเนื่องจากอาจจะมีผลกระทบในรูปคดี หรืออาจจะมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านี้ หลังจากใช้เวลาประชุมประมาณ เกือบ2 ชั่วโมง ผบช.ภ.4 ได้ออกจากห้องประชุม แล้วได้ทำการปฏิเสธ ให้สัมภาษณ์ ในคดีนี้ บอกเพียงว่า มาติดตามในคดีค้างเก่าเท่านั้น ก่อนขึ้นรถประจำตัว ขับออกไป

แหล่งข่าวได้ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจ ร่วมกับฝ่ายทหาร ได้เข้าไปตรวจค้นบ้านพัก ของผู้ต้องหา ซึ่งได้หลักฐาน บางอย่าง เช่น เอกสารการเงินและเอกสารบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน โดยหลักฐานเหล่านี้ จะนำไปประมวลหาความเชื่อมโยงว่ามีใครเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะส่งเรื่องไปให้ ปปท. ต่อไป