คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2017

5 สัญญาณอันตราย ควรหยุดใส่ “คอนแทคเลนส์” ทันที

คอนแทคเลนส์ในสมัยนี้เป็นมากกว่าอุปกรณ์ที่ช่วยให้การมองเห็นของคนสายตาสั้นดีขึ้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงผู้ที่รักการแต่งตัว รักแฟชั่น อยากมีดวงตาเป็นสีๆ เป็นประกายลวดลายสวยๆ หรือแม้แต่การแต่งตัวคอสเพลย์เป็นการ์ตูนตามแฟชั่นญี่ปุ่น

แต่จะเป็นเรื่องหายนะทันทีถ้าผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์เลือกสวมใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และ/หรือใช้คอนแทคลนส์ไม่ถูกวิธี รวมไปถึงการรักาความสะอาดของคอนแทคเลนส์ที่ไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติ ถึงขั้นต้องผ่าตัด หรือสูญเสียการมองเห็นไปอย่างถาวรได้
5 สัญญาณอันตราย ควรหยุดใส่ “คอนแทคเลนส์” ทันที

ตาแห้งมากผิดปกติ
ในรายที่ใส่คอนแทคเลนส์แล้วมีอาการตาแห้ง อาจใช้น้ำตาเทียมหยอดเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตาได้ แต่หากมีอาการตาแห้งมากผิดปกติ หรือน้ำตาเทียมก้เริ่มเอาไม่อยู่ ดวงตาอาจเริ่มมีอาการผิดปกติได้

ตาแดง เคืองตา ขี้ตาเหนียว มีเศษโปรตีนเกาะที่ตา และคอนแทคเลนส์
อาการนี้เป็นสัญญาณของการอักเสบของกระจกตา และเยื่อบุตา ซึ่งนอกจากอาการดังกล่าวแล้ว ยังอาจทำให้เกิดภาพมัวได้เช่นกัน

มีตุ่มอักเสบที่เปลือกตาด้านใน
นอกจากจะพบตุ่มอักเสบแล้ว ยังอาจพบอาการข้างเคียงอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ ตาแดง ระคายเคือง ตาไม่สู้แสง และอาจมีภาวะหนังตาตกร่วมด้วย

เกิดจุดเล็กๆ ที่ตาดำ
เป็นอาการจากเยื่อบุผิวกระจกตาอักเสบ ที่เกิดจากบาดแผล หรืออาการช้ำของเยื่อตาในขณะที่ตาแห้ง มีอาการแพ้ หรือขาดออกซิเจนจากการใส่คอนแทคเลนส์นานๆ หรือคอนแทคเลนส์ที่ได้มาตรฐาน ค่าอมน้ำต่ำ และ/หรือออกซิเจนถ่ายเทไม่สะดวก สิ่งที่อันตรายไปกว่าจุดเล็กๆ คือ หากมีแผลเป็นจุดเล็กๆ หลายจุดมารวมกัน อาจกลายเป็นแผลใหญ่ที่อาจติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งจะเป็นอันตรายมาก

ตาแดง เคืองตา ตาสู้แสงไม่ได้ มีขี้ตามาก น้ำตาไหลตลอดเวลา และ/หรือมีหนองในช่องหน้าม่านตา
เป็นอาการของกระจกตาติดเชื้อ ที่เมื่อตรวจกับจักษุแพทย์ อาจจะพบจุดขาวที่กระจกตา กระจกตาฝ้า กระจกตาบาง หรือบวมร่วมด้วย

อาการนี้มักพบได้บ่อย และมาจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการดูแลรักษาความสะอาดเลนส์ของตัวผู้ใช้เอง จากคุณภาพของเลนส์ที่ไม่ได้มาตรฐาน น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่อาจไม่ได้มาตรฐาน คอนแทคเลนส์ หรือน้ำตาล้างคอนแทคเลนส์หมดอายุ หรือใส่คอนแทคเลนส์ข้ามคืน

5 โรคร้ายถามหา หากไม่ทาน “อาหารเช้า”

อาหารเช้า เป็นมื้ออาหารที่หลายคนชอบละเลยอยู่บ่อยครั้ง จนติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะรีบไปเรียน ทำงาน หรือตื่นสายเอง ถ้าใครรู้ตัวว่าอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ล่ะก็ ขอให้คุณรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองโดยเร็วจะดีกว่า เพราะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายเอาได้นะ ซึ่งแต่ละโรคนี่บอกเลยว่าน่ากลัวมากจริงๆ
5 โรคร้ายถามหา หากไม่รับประทานอาหารเช้า

1. โรคอ้วน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าอดอาหาร ก็ต้องผอมสิ จะอ้วนได้ไง? อ้วนได้สิและอ้วนหนักมากด้วย เพราะถ้าเราไม่ทานอาหารเช้า ระบบเผาผลาญจะทำงานช้าลง หิวอยู่บ่อยๆ ความหิวจากที่ไม่ได้ทานตอนเช้าก็จะไปลงกับมื้ออื่นๆ ทำให้กินเยอะเกินกว่าร่างกายต้องการ จะอ้วนก็ไม่แปลกเลย

2. โรคเบาหวาน

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด ร่างกายต้องการอย่างมาก เพราะร่างกายต้องการพลังงาน และสารอาหารเข้าไปกระตุ้นระบบเผาผลาญ รวมถึงสามารถช่วยลดภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งถือเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานกว่า 40-50% ดังนั้นไม่เพียงเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ทุกเพศทุกวัยไม่ควรละเลยอาหารเช้าอย่างยิ่ง

3. โรคกรดไหลย้อน

กระเพาะอาหารของเราเมื่อถึงเวลา มันก็จะหลั่งน้ำย่อยออกมาเพื่อย่อยอาหารตามเวลาปกติ แต่ถ้าเรากลับอดอาหารเช้า ไม่ยอมกิน น้ำย่อยเหล่านั้นก็จะไม่ได้ใช้งานและถูกขังอยู่ในร่างกายของเรา ทำให้หลอดอาหารและเยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดระคายเคือง ยิ่งเราปล่อยให้เวลาผ่านไปนานมากขึ้นล่ะก็ กรดน้ำย่อยเหล่านั้นก็อาจจะย้อนจากหลอดอาหารขึ้นไปถึงคอหอยได้

4. โรคอัลไซเมอร์

ไม่กินข้าวเช้า แล้วเกี่ยวไรกับสมองล่ะ ? ก็เพราะว่าน้ำตาลในเลือดเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับสมองไงล่ะ หลังจากตื่นนอน ร่างกายเราไม่ได้รับสารอาหารมาเป็นเวลานานกว่า 10-12 ชั่วโมง ถ้าเราไม่ทานอาหารเช้าอีกจะทำให้น้ำตาลในเลือดเราต่ำลง ทำให้มีน้ำตาลไปเลี้ยงสมองน้อย ส่งผลให้สมองส่วนความจำทำงานไม่เต็มที่ เฉื่อยชา และเสื่อมลงไปนั่นเอง

5. โรคหัวใจและหลอดเลือด

เมื่อไม่ได้ทานอาหารเช้าจนติดเป็นนิสัย จะทำให้เป็นโรคอ้วน เบาหวานและอีกหลายโรค ซึ่งเมื่อเจ้าโรคอ้วนและเบาหวานมาเยือน ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายเราก็จะสูงขึ้น นั่นทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมา มีผลสำรวจในอเมริกาพบว่า คนที่ไม่ทานอาหารเช้ามีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 20% เลยทีเดียว
เห็นแต่ละโรคแล้ว คงจะตกใจกันไม่น้อยเลยล่ะสิ เพราะฉะนั้นหันมาดูแลสุขภาพของเรากันเถอะ เริ่มต้นจากการทานอาหารเช้านี่แหละ ถ้าสามารถทานอาหารได้ครบทุกมื้อ ทานของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายไปด้วยล่ะก็ บอกลาโรคร้ายทั้งหลายได้เลย

8 เคล็ดลับง่ายๆ ห่างไกลไตวาย เบาหวาน ความดันสูง

หลายๆ โรคที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ ไม่ใช่โรคที่หาสาเหตุได้ยากอย่างมะเร็ง แต่กลับเป็นโรคที่เราทราบสาเหตุอย่างชัดเจนอย่างโรคไต โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ดังนั้นการหาวธีป้องกันโรคดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องยาก หากแต่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่ดครัด มีวินัยกับตัวเอง เคล็ดลับเหล่านี้จึงจะได้ผลอย่างน่าพอใจ

จึงขอนำเคล็ดลับดีๆ จากสำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร มาฝากทุกคนกันค่ะ จำให้ขึ้นใจเลยนะ

8 เคล็ดลับง่ายๆ ห่างไกลไตวาย เบาหวาน ความดันสูง

ลดการรับประทานอาหารเค็ม โดยหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง เช่น น้ำปลาพริก พริกเกลือ เป็นต้น ลด เลิก การใช้ผงชูรส ผงปรุงรสในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงการนำอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อบแห้ง หรือแช่อิ่มประกอบอาหารเพราะมีปริมาณเกลือสูง ลดความถี่ในการรับประทานอาหารที่มีน้ำจิ้ม เช่น สุกี้ หมูกระทะ หรือลดปริมาณน้ำจิ้มและเครื่องปรุงรสให้น้อยลง

เลิกสูบบุหรี่ งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์

หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวด หรือยาชุดรับประทานเอง

ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ วันละ 6-8 แก้ว

ออกกำลังกายพอสมควร สม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน หรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ครีม เป็นต้น

ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ที่ 130/80 มม.ปรอท ระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่า 130 มก./ดล. (HbA1C

ถึงจะมีมากมายถึง 8 ข้อ แต่อ่านจบแล้วก็รู้เลยว่าเป็นเคล็ดลับที่ง่ายแสนง่าย ทำตามกันได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ ใช่ไหมล่ะคะ คนไทยจะมีความสุขได้ ต้องเริ่มต้นจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มรักตัวเองให้มากขึ้นกันเถอะ

ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดมือแค่ไหน ถึงเรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม”

เชื่อเถอะว่าเด็กๆ วัยนักเรียน นักศึกษา หรือเด็กจบใหม่ที่ยังไฟแรง นั่งทำงานในออฟฟิศไม่กี่เดือน อาจจะยังไม่รู้สึกถึงอันตรายของ “ออฟฟิศซินโดรม” แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณเริ่มทำงานหนักขึ้น อยู่หน้าคอมเกินวันละ 6 ชม. และอายุใกล้ หรือเลยเลขสามขึ้นไปเมื่อไร อาการต่างๆ เริ่มมาแน่นอน จะมีอาการอะไรเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องไปหาหมอบ้าง มาดูกันค่ะ

3 สัญญาณเตือนภัย “ออฟฟิศซินโดรม”

1. ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอ อาจจะเริ่มปวดโดยไม่ได้ทำอะไรหนักเป็นพิเศษ และอาจจะเริ่มปวดเรื้อรังนานขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า 1-2 สัปดาห์เป็นต้นไป เนื่องจากนั่งทำงานนานๆ โดยไม่ได้ขยับร่างกาย หรือนั่งในท่าเดิมๆ หรือเก้าอี้และโต๊ะอาจไม่อยู่ในลักษณะที่สมดุลกับร่างกาย

2. ปวดศีรษะ หรือปวดหัวไมเกรนบ่อยครั้งขึ้น เนื่องจากความเครียดสะสม ใช้สายตาหนัก นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ และไม่เป็นเวลา

3. มือชา เอ็นอักเสบ นิ้วล็อค จากการพิมพ์งานบนคอมพิวเตอร์ หรือใช้งานเม้าส์กับคอมพิวเตอร์นานเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อกดทับประสาท เส้นเอ็นอักเสบ หรือเกิดพังผืดบริเวณนิ้ว และมือได้

อันตรายของโรคออฟฟิศซินโดรม

1. เสี่ยงต่ออาการหมอนรองกระดูกเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกทับประสาท ซึ่งอาจเป็นขั้นหนักถึงกับต้องทำกายภาพบำบัด

2. เสี่ยงต่ออาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้ เนื่องจากบรรยากาศภายในออฟฟิศมักมีอากาศที่ไม่ถ่ายเท รวมทั้งฝุ่งผงบนพื้นพรม เครื่องถ่ายเอกสารต่างๆ

3. โรคอ้วน เนื่องจากนำมาอาหารมาทานบนโต๊ะ หรือทานในออฟฟิศ ไม่ได้เดินไปไหนมาไหนมาก การเผาผลาญพลังงานในแต่ละวันลดลง หากไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ยิ่งเสี่ยงต่อโรคอ้วนได้มากขึ้นยิ่งขึ้น

4. เสี่ยงเป็นโรคติดต่อ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนรอบข้างไม่สบาย เป็นหวัด หรือเป็นโรคติดต่อชนิดอื่นๆ หากเรามีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ไม่แข็งแรงพอ ก็มีสิทธิ์ติดโรคติดต่อเหล่านั้นได้โดยง่าย

วิธีหลีกเลี่ยงโรคออฟฟิศซินโดรม

1. ปรับความสูงของเก้าอี้ และโต๊ะทำงานให้เหมาะสมกับการนั่งพิมพ์งานโดยที่ไม่เกิดอาการเมื่อย หรือต้องยกแขน ก้มหน้า มากจนเกินไป ระดับความสูงที่พอเหมาะ คือ แขนท่นบนวางราบในระดับเดียวกันกับแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือโต๊ะทำงาน ไม่สูง หรือไม่ต่ำจนเกินไป หลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาห่างจากจอคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 ฟุต

2. แขนที่ใช้เม้าส์ ควรวางระนาบไปกับที่พักแขนของเก้าอี้ได้ เพื่อช่วยพยุงแขนให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับโต๊ะ หรือแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์

3. ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินไปเดินมาทุกๆ 1-2 ชั่วโมง พร้อมกับพักสายตาไปด้วยในตัว มองวิวนอกหน้าต่าง หรือมองต้นไม้สีเขียว ก็จะช่วยพักผ่อนสายาตาของเราได้ด้วย

4. หากสามารถเปิดหน้าต่างของห้องทำงาน หรือภายในออฟฟิศได้บ้าง ก็จะช่วยทำให้อากาศภายในที่ทำงานปลอดโปร่ง ถ่ายเทได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

5. พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ครบ 6-8 ชั่วโมง และนอนให้ตรงเวลาให้ได้มากที่สุด

6. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

7. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

อย่ารอให้อาการออฟฟิศซินโดรมถามหาในระยะที่เป็นหนักมากนะคะ เพราะนอกจากจะต้องเสียเวลาจนไม่ได้ทำงานอย่างที่ใจคิดแล้ว ยังเสียเงินพบแพทย์ และเสียเวลาทำกายภาพบำบัด หรือทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง ขอบอกเลยว่าออฟฟิศซินโดรมไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันสองวัน เราใช้เวลาร่วมเดือนร่วมปีถึงจะมีอาการออกมา เพราะฉะนั้นตอนรักษาให้หาย ก็ไม่ได้ใช่เวลารอดเร็วอย่างที่ใจอยากให้เป็นแน่นอน ดูแลสุขภาพกันให้ดีๆ จะได้แข็งแรง ทำงาน ไปเที่ยว และใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารักไปได้นานๆ นะคะ

พ่อทำร้ายเพื่อนวงเหล้าสลบ ชวนลูกชายทำบาปช่วยลากทิ้งน้ำ

เมื่อเวลา 14.45 น. หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง(บ้วนเต็กเซี่ยงตึ๊ง)สำนักงานใหญ่เขตเมือง รับการประสานจาก สภ.หนองตรุด และ สภ.กันตัง ขอกำลังนักประดาน้ำและอุปกรณ์ร่วมค้นหาร่างผู้เสียชีวิต โดนฆ่าแล้วนำมาทิ้งบริเวณสะพานย่านซื่อ อ.กันตัง จ.ตรัง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชุดประดาน้ำมูลนิธิกุศลสถานตรัง ดำน้ำบริเวณใต้สะพานย่านซื่อ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำตรัง เพื่อช่วยกันงมหาร่างของนายทองสุขที่ถูกทำร้ายจนสลบ และถูกนำร่างไปโยนทิ้งในแม่น้ำตรังใต้สะพานดังกล่าว แต่เนื่องจากกระแสน้ำที่สูงและเชี่ยวกราก การค้นหาจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก จึงต้องยุติการค้นหาในเวลาต่อมา

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมากจาก เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา นายยงยุทธ อายุ 51 ปี หัวหน้าคนงาน เข้าแจ้งความกับตำรวจว่านายทองสุข ซึ่งเป็นคนงานตัดไม้ยางพารา ถูกนายจอมเพชร อายุ 42 ปี เพื่อนร่วมงาน ทำร้ายร่างกายจนสลบ

และนำตัวนายทองสุขหายไปโดยไม่ไปทำงานและไม่กลับบ้าน เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 24.00 น.ของคืนวันที่ 15 ก.พ. จึงเกรงว่าจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ขอให้ตำรวจช่วยออกตามหา

ต่อมาทางตำรวจ สภ.หนองตรุด ได้ไปสอบสวนที่บ้านชายดังกล่าว ทราบว่าวันเกิดเหตุเมื่อดื่มเหล้าจนได้ที่ และอาจมีการพูดจาขัดหูเกิดโต้เถียงกันในวงเหล้า นายจอมเพชรเกิดอาการโมโห ใช้กำลังทำร้ายร่างกายนายทองสุขจนสลบหมดสติไป

หลังก่อเหตุ นายจอมเพชร จึงชวนลูกชายวัยแค่ 14 ปี ที่อยู่ในเหตุการณ์อุ้มร่างนายทองสุขขึ้นรถ จยย.นั่งคร่อมขับออกไป กระทั่งมาทราบภายหลังเค้นสอบปากคำลูกชายรับว่านำไปทิ้งในป่าจาก ต.ย่านซื่อ อ.กันตัง

ล่าสุด เจ้าหน้าที่พบร่างนายทองสุขแล้ว ที่เกาะจาก อ.กันตัง คาดว่าน่าจะเสียชีวิตเนื่องจากจมหรือลอยไปกับน้ำแล้ว เพราะถูกทำร้ายอยู่ในอาการสลบ และเมาสุราคงไม่สามารถช่วยตัวเอง ส่วนนายจอมเพชรได้หลบหนีไปก่อนหน้าแล้ว พบเพียงภรรยาและลูกเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่จะติดตามตัวมาสอบสวนหากพบว่ามีความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แพทย์ฯเผยเครื่องไฮเปอร์แบริครักษาหลายโรค

แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง เผย เครื่องไฮเปอร์ แบริค แชมเบอร์ ที่ค้นพบในวัดพระธรรมกาย ใช้รักษาได้หลายโรค ที่มีภาวะขาดออกซิจนเฉียบพลัน

นพ.บริพัตร วงศ์ประชุม ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง รพ.ปิยะเวท ให้ข้อมูลเครื่องไฮเปอร์ แบริค แชมเบอร์ ที่อยู่ในวัดพระธรรมกาย ว่า เครื่องนี้แต่เดิมใช้ในกองทัพ ใช้สำหรับทหารที่ดำน้ำแล้วขาดออกซิเจน คนที่ลงดำน้ำลึกแล้วขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้มีฟองอากาศในเลือด ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ เครื่องคล้ายโลงศพ ไม่สามารถมองเห็นด้านใน เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่สหรัฐอเมริกา คนสามารถซื้อเอามาใช้ได้ทุกบ้าน เป็นเครื่องที่ใช้สำหรับรักษาทางด้านผิวหนัง แผลเรื้อรังติดเชื้อ ผิวหนังขาดออกซิเจน แต่ปัจจุบัน พัฒนาเอามารักษาได้หลายโรค โรคเฉพาะผิวหนัง เช่นไฟลามทุ่ง เนื้อเยื่อเน่า ตลอดจนเพื่อรักษาความสวยความงามโดยสาเหตุต่างๆ ที่ขาดออกซิเจนเฉียบพลัน จะใช้เครื่องนี้

ทั้งนี้ โดยปัจจุบันเครื่องนี้พัฒนาจนฝาปิดเครื่องใสเห็นด้านในได้ เพราะถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับคนไข้จะได้รู้ พร้อมเตือนประชาชน ให้ระวังการหลอกขายเครื่องดังกล่าวเพื่อรักษาเนื้อเยื่อ การรักษาแผลเป็น เเผลติดเชื้อ เพราะการรักษาแต่ละประเภทต้องขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วยด้วย

หมาวัดคาบกะโหลกมนุษย์แทะเล่น พระเชื่อวิญญาณดลใจหวังช่วยตามหาญาติ

เจ้าหมอก หมาเลี้ยงในวัดเมืองหนองบัวลำภู คาบหัวกะโหลกมนุษย์นอนแทะเล่น พระเห็นตกใจรีบแจ้งเจ้าอาวาส ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบผู้ตาย

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ร.ต.อ.ไพโรจน์ คำมะตักศิลา รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองหนองบัวลำภู ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองหนองบัวลำภู ได้รับแจ้งจาก ศูนย์วิทยุลำภูว่า มีพระที่วัดดอยเทพสมบูรณ์ บ้านภูพานทอง ต.หนองบัว อ.เมืองหนองบัวลำภู ได้พบสุนัขในวัดคาบหัวกะโหลกมนุษย์มานอนแทะบริเวณวัด จึงได้ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบ

หลังได้รับแจ้ง จึงได้ร่วมกับ ชุดสืบสวน สภ.เมืองหอนงบัวลำภู กู้ภัยคุณธรรม เดินทางไปตรวจสอบยังสถานที่เกิดเหตุ โดยมีพระครูธีระธรรมาภิรักษ์ หรือพระอาจารย์โมกข์ เจ้าอาวาสพาไปยังบริเวณที่สุนัขได้คาบหัวกะโหลกมากัดแทะ ที่บริเวณโรงจอดรถของทางวัด

ซึ่งสุนัขตัวดังกล่าวเป็นสุนัขที่ทางวัดเลี้ยงไว้ ชื่อว่า เจ้าหมอก เป็นตัวที่คาบหัวกะโหลกมาภายในวัด พบว่าหัวกะโหลกดังกล่าววางอยู่ที่พื้นซีเมนต์ มีขนาดเส้นรอบหัว ประมาณ 50 ซม. มีฟันกรามติดอยู่ทั้งฟันบน ฟันล่าง และมีเศษหนังศีรษะเส้นผมแห้งติดอยู่น่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 วัน

จากการสอบถาม พระชูศักดิ์ สันตะมะโน พระลูกวัด ผู้พบหัวกะโหลกคนแรกเล่าว่า ขณะที่เดินลงมาจากกุฏิเพื่อมาฉันกาแฟ มาถึงบริเวณโรงจอดรถ พบสุนัขชื่อเจ้าหมอกกำลังกัดแทะหัวกะโหลกอยู่ เมื่อดูแล้วเห็นว่าเป็นกะโหลกคน จึงได้แจ้งให้ทางเจ้าอาวาสทราบ

และเมื่อคืนที่ผ่านมาก็ได้ยินเสียงหมาเห่าหอนกันมากกว่าปกติ ตอนเช้าก็มาพบหัวกะโหลก ที่เจ้าหมอกคาบมาพอดีคาดว่า วิญญาณของผู้เสียชีวิตอยากจะขอให้ทางวัดไปตามหาญาติให้ก็เป็นได้

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตระเวนเดินสำรวจภายในวัด ซึ่งวัดดอยเทพสมบูรณ์แห่งนี้ เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพานน้อย มีสภาพเป็นป่าแต่ก็พบว่า มีร่างของผู้เสียชีวิตในบริเวณใกล้เคียงของวัด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการตรวจสอบหาผู้ที่สูญหายหรืออาจจะมีญาติผู้สูญหายมาแจ้งความเพื่อสอบสวนหาสาเหตุของการเสียชีวิตของกะโหลก ดังกล่าวว่าเป็นใครอีกครั้งหนึ่ง

พรานนักล่าปลานครพนมนับพันลงแขกจับปลาคึก

พรานนักล่าปลานับพัน แห่ลงแขกจับปลาคึกคัก ที่บ.ดงโชค ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม

จ.นครพนม ได้มีพรานล่าปลานำอุปกรณ์นานาชนิดมาลงแขกจับปลา หรือชาวอีสานเรียก “ผ่าปลา” ในหนองน้ำสาธารณะพื้นที่ ต.หนองญาติ ส่งผลให้บริเวณเนื้อที่ 200 ไร่ เต็มไปด้วยรถยนต์ รถอีแต๋น รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จักรยานยนต์ล้อพ่วงท้าย ตลอดจนร้านขายส้มตำไป่ย่าง และขายเครื่องดื่ม มาเร่คึกคัก ที่ บ.ดงโชค ต.หนองญาติ อ.เมือง ปรากฏว่ามีเซียนล่าปลาจากอำเภอใกล้เคียงและต่างจังหวัด กว่า 1,000 คน แห่มาจนบริเวณดังกล่าวแน่นขนัด นายสุนทร ผูนา ผู้ใหญ่บ้าน บ.ดงโชค กล่าวว่า ได้เปิดให้ประชาชนมาลงแขกผ่าปลา ในหนองหมากขุ่น หนองน้ำธรรมชาติ เนื้อที่กว่า 200 ไร่ มีสระน้ำรวม 3 แห่ง ความยาว 250 เมตร กว้าง 130 เมตร เนื้อที่ 20 ไร่เศษ อยู่ติดกับห้วยบังกอที่จะไหลลงสู่แม่น้ำโขงในฤดูน้ำหลาก มีพันธุ์ปลาน้อยใหญ่ว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่ หลังระดับน้ำลดในฤดูแล้ง จึงประกาศข่าวทางสถานีวิทยุฯ พบว่ามีชาวบ้านนำอุปกรณ์ อาทิ แห ยอ สวิง ห่วงยาง พร้อมเรือกีบ บรรทุกใส่ท้ายรถมาจับปลาจากอำเภอใกล้เคียง และจากต่างจังหวัดคึกคัก

ผู้ใหญ่บ้าน บ.ดงโชค กล่าวต่อไปว่า โดยจะเก็บค่าตั๋ว เป็นค่าแหใหญ่พร้อมเรือคนละ 100 บาท แหเล็ก ยอ ห่วงยาง คน 50 บาท เพื่อนำเงินเข้าหมู่บ้านไปพัฒนากิจกรรมสาธารณะประโยชน์ในหมู่บ้านต่อไป ซึ่งในวันนี้สามารถเก็บเงินได้ 13,000 บาท ส่วนวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา เปิดให้ผ่าปลาไปก่อนนี้ได้เงิน 7,000 บาท รวม 2 ครั้งเก็บได้ 20,000 บาท ซึ่งพบว่ามีพรานปลาจาก อ.นาหว้า อ.นาแก อ.ธาตุพนม อ.เมือง และจาก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ที่ทราบข่าวแห่มาจับปลาซึ่งมีน้ำลึกแค่ 1 เมตร ส่วนใหญ่มาเป็นครอบครัว เมื่อได้ปลาตัวเล็กก็จะปิ้ง ต้ม กินริมหนองน้ำ ส่วนปลาตัวใหญ่ก็จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อไปประกอบอาหารขายอีกทอด โดยมานักล่าปลาเดินมางไกลสุดมาจาก จ.กาฬสินธุ์ และ จ.ร้อยเอ็ด

สุรินทร์จัดโครงการคนลูกโลกสีเขียวภาคอีสาน

เมืองช้างจัดโครงการ “สานพลังเครือข่ายเยาวชน คนลูกโลกสีเขียว ภาคอีสาน” ครั้งที่ 3 ตอน “ตุ้มโฮม ลูกหลานอีสาน ฮัก ดิน น้ำ ป่า”

ที่โรงเรียนบ้านกันตรง ต.บึง อ.เขวาสินรินทร์ สุรินทร์ คณะกรรมการรางวัลลูกโลกสีเขียว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำโดย รศ.ดร.บุญยงค์ เกศเทศ ประธานคณะกรรมการ “รางวัลลูกโลกสีเขียว ภาคอีสาน”และคณะ ได้นำกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ต่างๆในภาคอีสาน กว่า 150 คน กลุ่มเยาวชนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว จำนวน 7กลุ่ม และกลุ่มเยาวชนเครือข่ายลูกโลกสีเขียว (ที่เคยผ่านการกลั่นกรองระดับภาคอีสาน) จำนวน3 กลุ่ม รวม 10 กลุ่ม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเปิดโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ องค์ความรู้ ประสบการณ์ ในงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มเยาวชนลูกสีเขียว ให้เป็นเครือข่ายทางด้านแนวคิด อุดมการณ์ องค์ความรู้ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภาคอีสาน โดยมีนายพิณี หาสุข ผู้อำนวยการที่โรงเรียนบ้านกันตรง และชาวบ้าน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

กิจกรรมโครงการ จัดค่ายเยาวชน “สานพลังเครือข่ายเยาวชน คนลูกโลกสีเขียว ภาคอีสาน” ตอน “ตุ้มโฮม ลูกหลานอีสาน ฮัก ดิน นำ ป่า” ระยะเวลาในการดำเนินการ 2 วัน 1 คืน ระหว่างวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2560 เนื้อหากิจกรรมประกอบไปด้วย 1.กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมค่าย 2.กิจกรรมถอดบทเรียนผลการดำเนินงานในระดับพื้นที่ และนำเสนอบทเรียนการทำงาน-และกิจกรรมฐานการเรียนรู้และนิทรรศการต่างๆ จำนวน 5 ฐาน ประกอบด้วย 1.กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากปราชญ์ชาวบ้าน 2.กิจกรรมการแสดงออกของกลุ่มเยาวชนลูกโลกสีเขียว 3.กิจกรรมการออกแบบงานเครือข่าย โครงสร้าง กลไกการทำงาน ระบบสื่อสาร การประสานงาน 4.กิจกรรมการสู่ขวัญ / ผูกข้อต่อแขนให้กับเยาวชนทุกคน 5.กิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ เครือข่ายเยาวชนลูกโลกสีเขียว

ไฟไหม้บ่อขยะกบินทร์คุมได้90%คาดคืนนี้ดับสนิท

คืบหน้าไฟไหม้บ่อทิ้งขยะเทศบาลตำบลกบินทร์ ควบคุมเพลิงได้แล้วกว่า 90% ขณะ นอภ.แจง คืนนี้คาดดับได้สนิท

นายวัลลภ ประวัติวงศ์ นายอำเภอกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้บ่อทิ้งขยะของเทศบาลตำบลกบินทร์ อ.กบินทร์บุรี ที่หมู่บ้านคลองกลาง หมู่ 11 ต.กบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ว่า จากที่เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้บ่อทิ้งขยะของเทศบาลตำกบินทร์ รวม 2 บ่อในพื้นที่ จำนวน 17 ไร่เศษ ตั้งแต่ช่วงกลางวันนั้น ได้ระดมรถดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ในพื้นที่ใกล้เคียง รวม จำนวน 10 คันเข้ามาฉีดน้ำดับเพลิงที่ลุกไหม้ขยะที่ถมทับซ้อนกันหนากว่า 4 เมตรเศษ โดยใช้รถแบ็คโฮรวมจำนวน 4 คัน โกยตักขยะด้านล่างขึ้นมาแล้วระดมฉีดน้ำให้เพลิงที่ครุอยู่ดับสนิท พบว่าสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เกือบทั้งหมดกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ในขณะนี้ คาดว่าในช่วงดึกคืนนี้จะสามารถควบคุมเพลิงให้ดับสนิทได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังตั้งศูนย์อำนวยการดับเพลิง และบริการประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกลิ่น-ควันไฟในการเตรียมรถฉุกเฉินรวม 3 คัน รถกู้ชีพรวม 10 คัน พร้อมเจ้าหน้าแพทย์ – พยาบาล และสาธารณสุข ในการดุแลผลกระทบด้านสุขภาพประชาชน ในการที่จะอพยพหากมีกลุ่มควันครุขึ้นมา และชาวบ้าน ไม่ยอมอพยพ เนื่องจากควันไฟ – กลิ่นเริ่มเบาบาง