ตัดวงจร”พยาธิใบไม้ตับ”

ตัดวงจร”พยาธิใบไม้ตับ”

พยาธิใบไม้ตับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมาจากการบริโภคปลาวงศ์ตะเพียน ที่ปรุงไม่สุก โดยอาหารที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือ ก้อยปลา ปลาส้ม ปลาร้า

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดประชุมวิชาการประจำปี 59 โครงการแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (CASCAP)  และมหกรรม “สร้าง สุ(ก) ในสังคม : คนและปลาปลอดพยาธิ อาหารปลอดภัย”

รศ.ดร.สพ.ญ.ธิดารัตน์ บุญมาศ อาจารย์ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ม.ขอนแก่น ซึ่งเป็นทีมวิจัยโครงการแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี  ได้แถลงผลวิจัยปลาปลอดพยาธิ อาหารปลอดภัย และกล่าวว่า การตัดวงจรพยาธิใบไม้ตับไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากทุกคนร่วมมือกัน โดยเริ่มจากแหล่งปลา ซึ่งมีที่มาจาก 2 แหล่ง คือ ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ  ซึ่งยากจะควบคุม และปลาที่มาจากบ่อเลี้ยง พบติดเชื้อพยาธิ จากการสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และเลี้ยงปลาใต้โรงเลี้ยงไก่ หรือสุกร

การตัดวงจรตัวอ่อนพยาธิทำได้โดยพักน้ำก่อนเข้าสู่บ่อเลี้ยงปลา 48 ชั่วโมงหรือมากกว่า ขณะที่การแปรรูปปลา โดยเฉพาะปลาส้ม หากกรรมวิธีไม่เหมาะสมจะเสี่ยงติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งความเข้าใจที่ผิดๆ เช่น บีบพริกมะนาว หรือกินเหล้าขาวเพื่อฆ่าตัวอ่อนพยาธิ กลับทำให้ตัวอ่อนพยาธิเจริญแตกตัวได้ดี

วิธีหมักปลาส้ม ต้องหมักมากกว่า3วัน แม้พยาธิยังไม่ตาย แต่จะหมดความสามารถติดเชื้อสู่คน ส่วนปลาร้าควรหมักมากกว่า1สัปดาห์ขึ้นไปในช่วงฤดูร้อน หากหมักฤดูหนาว ต้องมากกว่า1เดือน

เมื่อซื้อปลาส้ม-ปลาร้าจากตลาดให้ปรุงสุกก่อน ไม่ควรรับประทานแบบดิบๆ จากประสบการณ์ศึกษาพยาธิใบไม้ตับในปลามามากกว่า10ปี ของทีมวิจัยพบว่าการขนส่งปลาที่มีการเก็บปลาแบบแช่แข็ง เพื่อไม่ให้ปลาเน่า พบว่าตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับไม่มีความสามารถในการติดเชื้อได้  จึงได้นำปลาวงศ์ตะเพียนมาทดสอบอย่างจริงจัง และนำมาประยุกต์ใช้ในปลาส้ม เพื่อให้นำไปใช้ได้จริงจัง

ทั้งนี้ หลักสำคัญในการลดปริมาณติดเชื้อพยาธิคือ ตัดวงจรจาก3ระบบคือ จากแหล่งผลิต โดยพักน้ำก่อนเข้าสู่บ่อเลี้ยง  ไม่เลี้ยงปลาใต้โรงเลี้ยงไก่-สุกรเพื่อลดความเสี่ยง,  การแปรรูปหากจำเป็นต้องใช้ปลาสดก็ควรแช่แข็งเพื่อลดความเสี่ยงของพยาธิ และควรสังเกตปลาก่อนเลือกซื้อ ปรุงให้สุกก่อนรับประทาน

เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันและลดเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีได้

ปวดน่องเวลาเดิน : โรคหลอดเลือดแดงขาตีบ

ปวดน่องเวลาเดิน : โรคหลอดเลือดแดงขาตีบ

ลองสังเกตตัวเองว่าคราใดที่เดินเร็วๆ หรือเดินถือของหนักๆ จะมีอาการปวดน่องข้างขวาเมื่อเดินได้ราว 200 เมตร ถ้าฝืนเดินต่อ ก็จะปวดมากขึ้นจนแทบเดินกะเผลก ทำให้ต้องหยุดพักหรือเดินช้าๆ ก็จะทุเลาปวด ในใจก็คิดว่า น่าจะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อน่องจากการขาดเลือด เพราะหลอดเลือดแดงขาตีบ ดังที่ทางแพทย์เรียกว่า “อาการปวดน่องจากการขาดเลือดเป็นพักๆ (intermittent claudication)”

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงขาตีบตัน

1. มีโรคเรื้อรังประจำตัว อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน แล้วไม่ได้ดูแลรักษาอย่างจริงจัง หรือเป็นโดยไม่รู้ตัวมานานเพราะไม่เคยตรวจสุขภาพได้แก่ เบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ

2. สูบบุหรี่

3. มีภาวะอ้วน มักเกิดจากการบริโภคเกิน และ/หรือขาดการออกกำลังกาย

4. อายุมากกว่า 50 ปี

5. พันธุกรรม มีญาติสายตรงเป็นโรคหลอดเลือดแดงขาตีบตัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (อัมพฤกษ์ อัมพาต) ก่อนอายุ 50 ปี

อาการแสดงของโรคหลอดเลือดแดงขาตีบตัน

1. เริ่มแรก ขาข้างที่เป็นมีอาการปวดเวลาเดินไปได้สักพักหนึ่ง (ประมาณ 200 เมตร) มักมีอาการปวดหน่วงๆ ที่น่อง บางคนอาจปวดที่ต้นขาหรือสะโพกร่วมด้วย พอหยุดเดินสัก 2-3 นาทีก็ทุเลาเอง เมื่อเดินต่อสักพัก ก็จะกำเริบอีก หากมีอาการปวดขา แล้วยังฝืนเดินต่อไปอีก ก็จะปวดมากขึ้น จนเดินขาลาก ทำให้ต้องหยุดเดิน บางคนอาจมีอาการเป็นตะคริวที่น่องตอนกลางคืน

2. เมื่อเป็นมากขึ้น จะมีอาการปวดขามากขึ้น มีอาการปวดขาหลังจากเดินได้ระยะสั้นกว่าเดิม และในที่สุดแม้อยู่เฉยๆ ก็มีอาการปวดขา อาจเป็นมากถึงขั้นนอนไม่หลับ หรืออาจมีอาการอื่นๆ ตามมา ได้แก่

– ขาข้างที่เป็นมีอาการชาหรืออ่อนแรง

– เท้าข้างที่เป็นซีดและสากกว่าข้างที่ปกติเย็น

– ขนและเล็บงอกช้ากว่าขาข้างที่ปกติ

– เกิดแผลที่ปลายเท้าเรื้อรัง และหายยาก

– ชีพจรที่ขาและเท้าของขาข้างที่เป็นคลำได้เบาหรือไม่ได้

3. ภาวะที่อาจพบร่วม ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย (องคชาตไม่แข็งตัว หรือ “นกเขาไม่ขัน”) โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน (เจ็บหน้าอก หรือหัวใจวายกะทันหัน) โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (อัมพฤกษ์ อัมพาต) ไตวายเรื้อรัง

“ยาพารา” ใช้ แต่พอดี ปลอดภัยหายห่วง

“ยาพารา” ใช้ แต่พอดี ปลอดภัยหายห่วง

พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาแก้ปวดที่หาซื้อรับประทานกันได้เองง่ายๆ  จากร้านขายยา หรือร้านสะดวกซื้อได้ทั่วไป สำหรับผู้ใหญ่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะซื้อยาพาราเซตามอลมารับประทานเอง แต่สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักตัวต่างกันมาก การให้ยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้ในแต่ละครั้งเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่ควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันการให้ยาที่เกินขนาด ทำให้ยาออกฤทธิ์ซ้ำซ้อนจนเกิดพิษจากยาที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

พาราเซตามอลแบบไหนที่เหมาะกับหนู

ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็กมีหลายสูตร แบ่งตามความเข้มข้น ซึ่งจะแสดงอยู่ที่ฉลากยา ผู้ปกครองควรระวังและตรวจสอบความเข้มข้นของตัวยาว่าเหมาะสมกับขนาดรับประทานของเด็กหรือไม่ โดยดูได้จากฉลากข้างขวดยาทั้งนี้ในรายที่อาเจียนมากจนรับประทานยาไม่ได้ อาจให้ยาพาราเซตามอลชนิดเหน็บทางทวารหนัก ซึ่งผู้ปกครองสามารถสอบถามได้จากแพทย์

เมื่อพาราเซตามอลในตัวหนูเกินขนาด

สัญญาณเตือนของร่างกาน เมื่อมียาพาราเซตามอลเกินขนาดนั้นไม่มีความจำเพาะเจาะจง  ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง หรืออาจไม่มีอาการใดๆ แสดงให้เห็น อย่างไรก็ดีหากมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง หลังรับประทานอาหารยาไปแล้ว 24-48 ชั่วโมง ควรรีบมาพบแพทย์

คำแนะนำสำหรับการใช้ยาพาราเซตามอล

– ปฎิบัติตามคำสั่งแพทย์เรื่องหารใช้ยาอย่างเคร่งครัด

– จดจำชื่อยาและเข้มข้นของยาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของอาการ

– ใช้ยาแต่พอดี คือ ทุก 4-6 ชั่วโมงและไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน

– ใช้ยาเมื่อจำเป็นเท่านั้น

– หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ไอ แก้หวัด ที่มีตัวยาพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบร่วมกับยาลดไข้ เพื่อไม่ให้ยาเกินขนาด

– พกยาติดตัวทุกครั้งที่พาลูกไปพบแพทย์

– เช็ดตัวควบคู่กับการใช้ยา ทำให้ไข้ลดเร็วขึ้น

`กล้วย` รักษาโรคกระเพาะ

`กล้วย` รักษาโรคกระเพาะ

ว่ากันว่า “กล้วย” เป็นผลไม้ที่เกิดมาเพื่อดูแลท้องไส้โดยเฉพาะไม่ใช่แค่แก้ท้องหิว หรือท้องผูกเท่านั้น ในหนังสือ “บันทึกของแผ่นดิน” เล่มที่ 6 สมุนไพรท้องไส้ในวิถีอาเซียน

โดย เภสัชกรหญิง ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ให้ความรู้ว่า มีการวิจัยโดยใช้กล้วยรักษาโรคกระเพาะ พบว่าได้ผลน่าพอใจ เนื่องจากกล้วยไปกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น เยื่อเมือกนี้จะปิดแผลทำให้แผลหายเร็ว ผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะจะมีอาการดีขึ้น กระเพาะแข็งแรงขึ้นโอกาสเป็นแผลก็น้อยลง แต่ไม่ไปลดกรดอันจะไปทำลายกลไกธรรมชาติของร่างกาย จนทำให้เกิดความแปรปรวนของธาตุในร่างกาย ดังนั้น กล้วยจึงเป็นทั้งยารักษาและป้องกันโรคกระเพาะในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ กล้วยยังช่วยคลายเครียดจากการที่กรดอะมิโนทริปโทเฟนที่มีอยู่ในกล้วยเปลี่ยนเป็นซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลาย อารมณ์ผ่องใส และรู้สึกมีความสุข เรารู้กันดีว่าความเครียดเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ กล้วยจึงช่วยรักษาโรคกระเพาะอย่างเป็นองค์รวมเลยทีเดียว

ตำรับยาแก้โรคกระเพาะ ให้นำกล้วยดิบมาฝานเป็นแว่นบางๆ อบให้แห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส หรือตากแดดอ่อนๆ จนกว่าจะแห้ง ห้ามใช้ความร้อนสูงกว่านี้เด็ดขาด เพราะสารที่มีฤทธิ์รักษาโรคกระเพาะในกล้วยจะสูญเสียหรือหมดฤทธิ์ไป จากนั้นนำมาบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ก่อนอาหารวันละ 3 เวลา หรือจะผสมกับน้ำผึ้งด้วยก็ได้

ประวัติตะกร้อ

ประวัติตะกร้อ

ประวัติ
ในการค้นคว้าหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดการเล่นกีฬาตะกร้อในอดีตนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจนว่าตะกร้อนั้นกำเนิดจากที่ใด จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตุผลดังนี้

พม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 กองทัพพม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น มีการเล่นตะกร้อในช่วงพัก ซึ่งพม่าเรียกว่า “ชิงลง”
ทางมาเลเซียประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า เซปะก์รากา (Sepak Raga) คำว่า Raga หมายถึง ตะกร้า
ทางฟิลิปปินส์ นิยมเล่นกีฬาชนิดนี้กันมานานแล้ว โดยมีชื่อเรียกของตนว่า ซิปะก์
ทางประเทศจีนมีเกมกีฬาที่คล้ายตะกร้อแต่เป็นการเตะลูกหนังปักขนไก่ ซึ่งจะแสดงให้เห็นผ่านทางภาพเขียนและพงศาวดารจีน
ทางประเทศเกาหลีมีเกมกีฬาลักษณะคล้ายคลึงกับของจีนแต่ใช้ดินเหนียวห่อด้วยผ้าสำลีเอาหางไก่ฟ้าปัก แทนการใช้ลูกหนักปักขนไก่
ประเทศไทยมีความนิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และ สามารถประยุกต์จนเข้ากับประเพณีของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้านทักษะและความคิด

การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า,หนังสัตว์,หวาย,จนถึงประเภทสารสังเคราะห์ (พลาสติก)

แสงเหนือแสงใต้ คืออะไร

แสงเหนือแสงใต้ คืออะไร
แสงเหนือแสงใต้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า “ออโรรา”(aurora) ซึ่งเกิดจากอนุภาคพลังงานสูง (ที่เกิดจากปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะเป็นจุดดับบนดวงอาทิตย์ หรือ โซลาแฟลร์-การประทุอย่างรุนแรงบนดวงอาทิตย์) เคลื่อนที่มากระทบกับสนามแม่เหล็กโลกในบริเวณชั้นบรรยากาศโลก โดยส่วนใหญ่แสงออโรราเกิดที่ความสูงประมาณ 100 ถึง 200 กิโลเมตร บริเวณพื้นที่ขั้วโลกและขั้วแม่เหล็กโลก โดยเป็นแสงสวยงามเสมือนกับละอองสีที่พลิ้วบนแผ่นฟ้าในยามค่ำคืน

เมื่อเกิดออโรราขึ้นบริเวณซีกโลกด้านเหนือ เราเรียกว่า “แสงเหนือ” หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า aurora borealis ซึ่งตั้งโดยกาลิเลโอ และในกรณีที่เกิดออโรราขึ้นบริเวณซีกโลกด้านใต้ เราเรียกว่า “แสงใต้” (aurora australis)

ออโรราปรากฏขึ้นบ่อยตั้งแต่เวลาค่อนดึกจนถึงเที่ยงคืน (22:00 ถึง 24:00) โดยเฉพาะเมือง Andenes ประเทศนอร์เวย์ สามารถสังเกตเห็นออโรราได้เกือบทุกคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง โดยที่สีของออโรราที่เป็นแสงสีฟ้าและสีม่วงจะปรากฏที่ความสูงต่ำกว่า 120 กิโลเมตร ในขณะที่สีเขียวเข้มปรากฏ ที่ความสูง 120 ถึง 180 กิโลเมตร สำหรับสีแดงปรากฏที่ความสูง 200 กิโลเมตร

จากที่เราทราบมาแล้วว่า อนุภาคพลังงานสูงที่เคลื่อนที่จากดวงอาทิตย์เข้าสู่โลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดออโรรา ดังนั้น ถ้าในปีใดที่เกิดปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ อาทิเช่น จุดดับบนดวงอาทิตย์หรือการประทุบนดวงอาทิตย์เป็นจำนวนบ่อยครั้ง นักวิทยาศาสตร์ด้านดาราศาสตร์จึงมีสมมติฐานว่าน่าจะเกิดปรากฏการณ์ออโรราบนโลกมากขึ้นเช่นกัน

อุณหภูมิในอวกาศ กี่องศา

  อุณหภูมิในอวกาศ กี่องศา

บทความเกร็ดความรู้อวกาศฉบับก่อนหน้านี้ ได้กล่าวถึงฉนวนกันความร้อนหลากสี (อาทิ สีเหลือง สีชมพู ที่ติดตั้งภายนอกดาวเทียมหรือยานอวกาศ) ไปแล้ว แต่ผู้อ่านหลายท่านอาจจะมีข้อสงสัยว่า แล้วเจ้าอุณหภูมิในอวกาศ มันร้อนเพียงอย่างเดียวหรือ? ทำให้เราต้องติดเจ้าแผ่นฉนวนกันความร้อนไว้เพื่อการป้องกัน และความร้อนในอวกาศมันสูงกี่องศา?

การคำนวณหาค่าอุณหภูมิของอวกาศนั้นเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย เนื่องจากมีผลพวงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันมากในเรื่องว่า อวกาศเริ่มต้น ณ ตรงไหน ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีด้านอวกาศ นักกฎหมายอวกาศ รวมไปถึงหน่วยงานด้านกิจการอวกาศใหญ่ๆ ในต่างประเทศยังไม่สามารถกำหนดหรือหาข้อสรุปร่วมกันจนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจนว่า อวกาศ เริ่มต้นจากจุดไหน เพราะมีปัจจัยและผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อไม่สามารถกำหนดหรือระบุได้ว่าชัดเจนอย่างเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายว่า อวกาศ เริ่มต้นจากจุดใด การนิยามสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะมีผลต่อเนื่องตามกันมา

อย่างไรก็ตาม ได้มีการทำความเข้าใจระหว่างหลายๆ ฝ่าย หรือหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านอวกาศว่า จุดเริ่มต้นของอวกาศนั้นพิจารณาจากระดับความสูง 100 กิโลเมตร(จากระดับน้ำทะเล) เป็นต้นไป เมื่อใช้ความเข้าใจดังกล่าว (ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับจากหลายฝ่ายก็ตาม) นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศก็สามารถที่จะระบุค่าอุณหภูมิในอวกาศได้ อาทิ บริเวณอวกาศที่เป็นช่องว่างระหว่างดาวเคราะห์ ดวงดาวและกาแลคซีนั้น อุณหภูมิในบริเวณดังกล่าวโดยทั่วไปจะถูกพิจารณาว่ามีค่าประมาณ 2.75 องศาเคลวิน (หรือ –270.4 องศาเซลเซียส) ซึ่งสูงกว่าค่าศูนย์สัมบูรณ์เพียงเล็กน้อย (อุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์ หรือ absolute zero มีค่า 0 องศาเคลวิน หรือ –273.15 องศาเซลเซียส)

2.75 องศาเคลวิน เป็นค่าอุณหภูมิที่แท้จริง หรือเป็นค่าอุณหภูมิเฉลี่ย ? และมีที่มาอย่างไร ?

เมื่อนักวิทยาศาสตร์พูดถึงค่าอุณหภูมิในอวกาศ 2.75 องศาเคลวิน ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วค่าดังกล่าวเป็นค่าอุณหภูมิเฉลี่ย ผู้อ่านอาจจะมีคำถามอยู่ในใจว่า ค่า 2.75 องศาเคลวิน มีที่มาที่ไปอย่างไร ?

ค่าอุณหภูมิที่ปรากฎอยู่ในอวกาศเป็นพลังงานที่ยังเหลือปรากฎอยู่จากบิกแบง โดยอุณหภูมิดังกล่าวอาจจะถูกเรียกว่า cosmic background radiation ซึ่งเป็นการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นอกจากนี้ แสงจากดวงอาทิตย์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออุณหภูมิในอวกาศ ตัวอย่างเช่นบริเวณวงโคจรของดาวพลูโต ค่าอุณหภูมิมีค่าประมาณ 35 ถึง 40 องศาเคลวิน เนื่องจากวงโคจรดังกล่าวอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์

การวัดค่าอุณหภูมิ

การวัดค่าอุณหภูมิในอวกาศเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากอุณหภูมิเป็นค่าที่มีความหมายเพียงเมื่อความร้อนสามารถถ่ายโอนได้อย่างมีประสิทธิภาพจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

ในอวกาศ ในขณะที่อุณหภูมิของอนุภาคมีค่าสูงมากๆ ความหนาแน่นของอนุภาคจะมีค่าต่ำ ดังนั้นความสามารถในการถ่ายโอนความร้อนจะอยู่ในระดับต่ำสุด ทั้งนี้อุณหภูมิของอนุภาคเหล่านี้อาจจะมีค่าเป็นล้านองศาเคลวิน แต่เนื่องจากอนุภาคเหล่านี้อยู่ห่างกันจนแทบจะไม่มีโอกาสชนกัน ผลก็คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของอุณหภูมิ หรือการแลกเปลี่ยนความร้อนจึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นอุณหภูมิในอวกาศจึงเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวและความหนาแน่นของโมเลกุล โดยจะพิจารณาถึงความถี่ของการชนกันของโมเลกุลเพื่อรับหรือสูญเสียพลังงาน

การหาค่าอุณหภูมิจะต้องใช้กฎของพลังค์ (Planck’s law) ซึ่งกล่าวไว้ว่า ทุกวัตถุในจักรวาลปลดปล่อยรังสีตามอุณหภูมิของมัน จากการเฝ้าสังเกตรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากอวกาศและใช้สมการของพลังค์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าค่าอุณหภูมิดังกล่าวมีค่า 2.725 องศาเคลวิน ทั้งนี้แต่ละส่วนของอวกาศจะมีค่าอุณหภูมิที่แตกต่างกันออกไป สำหรับกาแล็คซี่ทางช้างเผือกที่ซึ่งมีโลกอยู่จะมีอุณหภูมิคงข้างอุ่นกว่าอวกาศในส่วนอื่นๆ

ถ่านดูดกลิ่นได้อย่างไร ทำไมถ่านถึงดับกลิ่นอับได้

ถ่านดูดกลิ่นได้อย่างไร ทำไมถ่านถึงดับกลิ่นอับได้

ไขข้อคำถามน่าสงสัย… กับปริศนาน่าฉงน… ถ่านน้อยจ๋าดูดกลิ่นได้อย่างไรกัน

ถ่านสีดำๆก้อนเล็กๆนั้นมีประโยชน์มากกว่าการใช้เป็นฟืนหุงข้าวธรรมดาค่ะ และเพื่อนๆคงจะเคยได้ยินคำแนะนำว่า ถ่านน้อยนั้นสามารถจะใช้ดูดกลิ่นได้อย่างไรกันคะ และในวันนี้เราจึงมาเล่าเรื่องราวเกร็ดความรู้ดีๆ ในหัวข้อที่ว่า ไขข้อคำถามน่าสงสัย… กับปริศนาน่าฉงน… ถ่านน้อยจ๋าเจ้านั้นสามารถที่จะดูดกลิ่นได้อย่างไรกันค่ะ

เราอยากให้เพื่อนๆลองพิสูจน์กันถึงประสิทธิภาพของถ่านในการลดดูดจับกลิ่นค่ะ อาทิเช่น การนำถ่านไปดูดดซับกลิ่นในรถ หรือการนำถ่านไว้ดูดซับกลิ่นในห้องทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องแอร์ ซึ่งนอกจากมันจะมีประสิทธิภาพในการดูดซับกลิ่นอย่างดีเยี่ยมแล้วนั้น เจ้าถ่านน้อยพวกนี้ก็ยังจะช่วยดูดซับเชื้อโรคต่างๆได้อีกด้วยค่ะ

โดยกลไกในการดูดซับนั้นเกิดจากรูพรุนของตัวถ่านที่สามารถจะดูดซับสารเคมีที่มีกลิ่น ซึ่งส่วนมากนั้นจะมีสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอนอยู่ ซึ่งสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอนนี้จะถูกจับติดอยู่ที่รูพรุนทำให้กลิ่นต่างๆจางหายไปในที่สุด…. นอกจากนี้แล้ว ถ่านบางชนิดยังมีส่วนประกอบของจุลินทรีย์ชนิดที่เป็นประโยชน์ที่จะช่วยดูดซับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วยค่ะ

ทำให้ถ่านน้อยๆยังได้รับความสนใจในแวดวงอุตสาหกรรมอีกด้วย ช่วยบำบัดสารพิษต่างๆก่อนจะเทลงสู่บ่อขยะ หรือทางระบายน้ำเป็นต้น จึงจัดได้ว่าถ่านน้อยเป็นวัตถุธรรมชาติที่ประโยชน์หลากหลายทีเดียวค่ะ

คลายสงสัย…กินไก่ไม่ทำให้อกโต

คลายสงสัย...กินไก่ไม่ทำให้อกโต

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีงานวิจัยและข้อเขียนเชิงวิชาการมากมายที่ยืนยันว่า ไก่ไทยไม่มีการใช้ฮอร์โมนมานานมากแล้ว แต่ก็ยังมีข้อสงสัยหรือแม้แต่การส่งต่อข้อมูลความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้ ทำให้พ่อแม่ยุคใหม่ยังมีความกังวลว่า กินไก่แล้วจะทำให้หน้าอกใหญ่หรือเด็กเป็นสาวเร็วก่อนวัย

เรื่องนี้ต้องถามผู้เชี่ยวชาญ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ บอกว่า ตอบข้อสงสัยมาหลายครั้งโดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนในการเลี้ยงไก่ ทุกครั้งยังคงยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เพราะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. สังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศห้ามใช้ยาเฮ็กโซเอสตรอล (Hexoestrol) ซึ่งเป็นยาที่ใช้สำหรับตอนสัตว์ปีกและเป็นฮอร์โมนสำหรับรักษาสัตว์ โดยมีคำสั่งเพิกถอนออกจากทะเบียนตำรับยาที่ ไม่ให้มีการจำหน่ายในประเทศไทยมาตั้งแต่ เดือนมิถุนายน 2529 หรือเมื่อ 30 ปี มาแล้ว ที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลให้การเกษตรมีมาตรฐาน ก็มีนโยบายดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด โดยให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ รวมถึงสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเป็นผู้ตรวจสอบและกำกับการใช้ยาอย่างเคร่งครัด ข้อนี้ผู้บริโภคจึงสบายใจได้ว่าไก่เนื้อที่เลี้ยงในระบบฟาร์มมาตรฐานนั้นไม่มีการใช้ฮอร์โมนนี้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามอาจมีคำถามว่าถึงห้ามใช้ก็อาจมีการลักลอบใช้ ข้อนี้ฟันธงเลยว่าไม่มี เพราะการใช้ฮอร์โมนนั้นต้องทำเป็นรายตัวด้วยการฝังไปที่ตัวไก่ ซึ่งถ้าจะทำก็ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก นอกจากจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนแล้ว ยังเสี่ยงคุกเพราะการลักลอบใช้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และปัจจุบันการเลี้ยงไก่เนื้อก็ไม่ต้องเลี้ยงนานเหมือนในอดีต เกษตรกรใช้เวลาเลี้ยงเพียง 35-45 วันก็ได้น้ำหนักที่ตลาดต้องการ ซึ่งหากมีการลักลอบใช้จริงก็เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียเพราะตัวฮอร์โมนยังไม่ทันออกฤทธิ์ก็ต้องจับขายเสียแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่เกษตรกรต้องพึ่งพาฮอร์โมนเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงไก่เนื้อในปัจจุบัน เป็นการเลี้ยงด้วยมาตรฐานการส่งออก ที่ต้องมีการควบคุมการใช้ยาตามมาตรฐานทั้งของไทยและของประเทศคู่ค้า ที่ห้ามไม่ให้มีการใช้ฮอร์โมนในการเลี้ยงอย่างเด็ดขาด หากตรวจพบว่ามีตัวยาหรือฮอร์โมนตกค้างในเนื้อไก่ที่ส่งออก ก็เตรียมตัวเจ๊งได้เลยเพราะไก่ทั้งล้อตจะถูกตีกลับ และเป็นอันต้องเลิกค้าขายกันไปเพราะถือว่าทำผิดกฎของเขา

หลอดเลือดดี ชีวีเป็นสุข

หลอดเลือดดี ชีวีเป็นสุข

หลอดเลือดแดงแข็ง เป็นโรคแห่งความเสื่อมที่ยอดฮิต ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หมายถึงภาวะที่มีตะกรันของไขมันไปเกาะจับที่เยื่อบุภายในของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ทีละน้อยๆ และค่อยๆ หนาตัวขึ้น ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งและรูของหลอดเลือดแดงตีบแคบมากขึ้นเป็นลำดับ กินเวลานับ 5-10 ปีหรือสิบๆ ปีขึ้นไป รูหลอดเลือดแดงนั้นก็จะตีบตัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อยลงมาก ทำให้อวัยวะที่หลอดเลือดแดงไปเลี้ยงนั้นขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดโรคต่างๆ ขึ้น ที่สำคัญ คือ หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง

– หากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ก็จะกลายเป็นโรคหัวใจขาดเลือด มีอาการเจ็บจุกที่ยอดอก (ลิ้นปี่) และร้าวขึ้นคอ ขากรรไกรหรือต้นแขน และถ้าเกิดมีเกล็ดเลือดจับเป็นลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ ก็จะมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หัวใจวายกะทันหัน เรียกว่า “โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน” ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายเฉียบพลัน

– หากหลอดเลือดสมองตีบตัน จะทำให้กลายเป็นโรคอัมพฤกษ์ (แขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรงชั่วคราว) ความจำเสื่อม วิงเวียนเห็นบ้านหมุน และถ้าเกิดมีเกล็ดเลือดจับเป็นลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ก็จะมีอาการเป็นโรคลมอัมพาตเฉียบพลัน ซึ่งทำให้พิการ หรือเสียชีวิตได้

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ที่สำคัญ คือ โรคเรื้อรังประจำตัว (เบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ) พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (สูบบุหรี่ ดื่มสุราจัด ขาดการออกกำลังกาย อารมณ์เครียด) และภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมหรือแก้ไขได้ นอกจากนี้ ยังอาจมีปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ คือ พันธุกรรม และความเสื่อมตามสังขาร

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดมีอยู่ในหมู่คนทั่วไป ดังนั้นโรคที่เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (ที่สำคัญ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคอัมพาต) จึงเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย การพิการ และการตายของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนวัยกลางคนขึ้นไป และในคนที่เป็นเบาหวานหรือความดันเลือดสูง