บัวบก : สมองสดใสคืนสู่วัยหนุ่มสาว

บัวบก : สมองสดใสคืนสู่วัยหนุ่มสาว

ชื่ออื่นๆ : กะโต่ ผักแว่น ผักหนอก ฯลฯ ผักพื้นบ้านที่กินอยู่ทุกวัน สมุนไพรบำรุงสมองที่คนเฒ่าคนแก่รู้จักกันดี ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท บำรุงควมจำ บำรุงสายตา บำรุงผม บำรุงเอ็น เป็นยาอายุวัฒนะ ใช้ได้ทั้งเด็กและคนแก่ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ลดความดันโลหิตได้ มีรสเฝื่อนขมเย็น เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แก้ลม แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ ช่วยฟื้นฟูสุขภาพ บำรุงเสียง ช่วยให้ความจำดีขึ้น ช่วยชะลอความแก่ชรา แก้โรคอัลไซเมอร์ การแพทย์จีนถือว่าบัวบกคือ “สมุนไพรของความเป็นหนุ่มสาว”

แนะนำวิธีใช้

(1) สูตรน้ำบัวบก

สรรพคุณ : ดื่มแก้ช้ำในหรือร้อนใน

1. เลือกใช้บัวบกที่ใบแก่กว่ากินเป็นผักสด ใช้ทั้งรากทำความสะอาดอย่างดี

2. ใบบัวบกจะเหนียวให้ตัดเป็น 2-3 ท่อน ก่อนบดหรือตำ

3. คั้นน้ำแรกโดยผสมน้ำกับใบบัวบกที่บดหรือตำแล้วนำกากที่เหลือมาคั้นน้ำที่สองเพื่อให้ได้ตัวยาที่ยังเหลืออยู่ ใช้น้ำสะอาดในการคั้น แต่ห้ามใช้น้ำร้อน หรือนำน้ำที่คั้นไปต้ม

4. กรองน้ำบัวบกโดยใช้ผ้าขาวบางห่างๆ แบบผ้ามุ้ง ถ้าผ้าถี่มากจะกรองไม่ออก

5. หลังกรองจะมีกาก ซึ่งเศษใบให้ทิ้งไว้ให้นอนก้นและทิ้งไป รินเฉพาะส่วนใสมาดื่ม

6. น้ำบัวบกต้องคั้นใหม่ๆ จากใบสดๆ จะดีที่สุด ไม่ควรเก็บน้ำบัวบกไว้นาน และต้องแช่เย็นไว้เสมอ

7. น้ำเชื่อมถ้าทำจากน้ำต้มใบเตย จะทำให้น้ำบัวบกอร่อยยิ่งขึ้น

(2) น้ำมันบัวบก (สูตรอายุรเวท)

สรรพคุณ : บำรุงผมและหนังศรีษะ ช่วยให้ผมดกดำมีส่วนช่วยแก้ผมร่วง และหงอกก่อนวัย

วิธีการใช้ ชโลมเส้นผม นวดให้ทั่วหนังศรีษะ หมักทิ้งไว้ 30 นาที แล้วสระผมด้วยน้ำอุ่น (สระผมด้วยแชมพูตามปกติ)

ส่วนประกอบ : บัวบก 4 กิโลกรัม น้ำมันมะพร้าว 1 ลิตร น้ำสะอาด 7 ลิตร

วิธีการทำ

1. ล้างบัวบกให้สะอาด

2. หั่นบัวบกเป็นชิ้นเล็กๆ

3. เติมน้ำลงไปในบัวบก นำไปปั่นให้ละเอียด

4. กรองเอาแต่น้ำบัวบก

5. นำน้ำบัวบกไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว ใช้ไฟอ่อนๆ ประมาณ 80-90 องศาเซลเซียส

6. เคี่ยวจนเหลือแต่น้ำมันมะพร้าว ให้สังเกตลักษณะกากของน้ำมัน กากจะมีลักษณะแห้งแบบเม็ดทราย เป็นอันใช้ได้ ยกลงจากเตา กรองเอาน้ำมัน

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

รู้จักป้องกัน ภัยพิบัติริมชายฝั่งทะเล

รู้จักป้องกัน ภัยพิบัติริมชายฝั่งทะเล

คลื่นพายุซัดฝั่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับพายุหมุนเขตร้อน ทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าสู่ชายฝั่งทะเลอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

ส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนมกราคมเพื่อความปลอดภัย กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธาณภัย (ปภ.) ขอแนะวิธีการเตรียมพร้อมรับมือ และข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง ดังนี้

การเตรียมพร้อมรับมือคลื่นพายุซัดฝั่ง

– ติดตามข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ภัยอยู่เสมอ โดยรับฟังพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา หากมีประกาศเตือนภัยคลื่นพายุซัดฝั่ง ให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

– จัดเตรียมสิ่งของและเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น อาหารแห้ง น้ำสะอาด ยารักษาโรค ไฟฉาย วิทยุ นกหวีด เชือก เอกสารสำคัญต่างๆ พร้อมจัดเก็บไว้ในจุดที่สามารถนำติดตัวไปได้ทันทีที่อพยพหนีภัย

– ร่วมฝึกซ้อมและศึกษาเส้นทางอพยพหนีภัย พร้อมซักซ้อมให้สมาชิกในครอบครัวทราบแนวทางการปฏิบัติ เมื่อเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย

ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง

– ออกให้ห่างจากพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยอพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย หรือหลบพายุลมแรงในอาคารที่มั่นคงแข็งแรง ห้ามกลับเข้ามาบริเวณชายฝั่งทะเลจนกว่าจะมีการยกเลิกประกาศเตือนภัย เพราะอาจเกิดพายุลมแรงและคลื่นซัดฝั่งตามมาอีกระลอก

– ไม่ประกอบกิจกรรมทางทะเล อาทิ เล่นน้ำ ดำน้ำ เจ็ตสกี เพราะในช่วงที่เกิดพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวผ่านจะมี ฝนฟ้าคะนอง ทะเลมีคลื่นสูงและกำลังแรง ทำให้เสี่ยงต่อการได้รับอันตราย

– ห้ามทำการประมงหรือนำเรือออกจากฝั่ง โดยเฉพาะเรือขนาดเล็ก เนื่องจากทะเลมีคลื่นสูงและลมแรง อาจทำให้เรือล่มได้

– นำเรือหลบคลื่นในบริเวณที่อับลมหรือที่ปลอดภัย จากนั้นให้ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิกัดหรือจุดที่เรือลอย ลักษณะเรือ จำนวนผู้โดยสาร เพื่อประโยชน์ ต่อการให้การช่วยเหลือ

การลดผลกระทบจากคลื่นพายุซัดฝั่ง

– สร้างแนวเขื่อนกั้นคลื่นพายุซัดฝั่ง ให้มีความมั่นคงแข็งแรงและมีความสูงเพียงพอที่จะป้องกันคลื่นพายุซัดฝั่ง

– ปลูกป่าชายเลน เพื่อชะลอความเร็วของน้ำ ลดความแรง และความสูงของคลื่น จะช่วยลดความเสียหายจากลมพายุที่พัดเข้าสู่ชายฝั่งทะเล

ทั้งนี้ การเรียนรู้วิธีเตรียมพร้อมรับมือ ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง และการลดผลกระทบจากคลื่นพายุซัดฝั่ง จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายจากคลื่นพายุซัดฝั่ง

เตรียมตัวง่ายๆ ก่อนไปบริจาคเลือด

เตรียมตัวง่ายๆ ก่อนไปบริจาคเลือด

โดยหลักการผู้ที่จะสามารถบริจาคเลือดได้ ต้องมีสุขภาพทั่วไปแข็งแรง น้ำหนักตัวไม่ควรต่ำกว่า 45 กิโลกรัม ก่อนวันบริจาคโลหิตไม่ควรมีไข้ ไม่มีไข้หวัด ไม่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ ไม่มีโรคประจำตัว อาทิ ความดัน เบาหวาน ไตเสื่อม โรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะโรคทางด้านโลหิต มะเร็ง อาทิ เลือดออกง่าย เลือดแข็งตัวช้า เป็นต้น

ถ้าไม่มีภาวะตามที่กล่าวมาข้างต้นก็สามารถบริจาคได้ โดยมีหลักการเตรียมตัวง่ายๆ อยู่ไม่กี่ข้อคือ

1. นอนหลับให้เพียงพอก่อนวันบริจาคประมาณ 6-8 ชั่วโมง

2. ในวันบริจาคให้รับประทานอาหารมื้อหลักตามปกติ อย่าไปอดอาหาร แต่เป็นเมนูที่ไขมันต่ำเพราะเวลาไขมันสูงแล้วจะทำให้สีเลือดผิดปกติ

3. ก่อนบริจาคโลหิต 1 วัน ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด

4. ห้ามสูบบุหรี่อย่างน้อย 1 ชั่วโมง

5. ก่อนบริจาคให้ ดื่มน้ำมาก ๆ ตรงนี้จุดรับบริจาคโลหิตจะจัดหาให้อยู่แล้วก่อนจะแทงเข็มเอาเลือดออกมา เพื่อลดอาการอ่อนเพลียหลังบริจาค

หลังบริจาคโลหิตควรดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำหวานเพื่อฟื้นฟูพละกำลัง พักผ่อนอยู่ที่หน่วยรับบริจาคจนฟื้นพละกำลังก่อนอย่าฝืนออกไป สำหรับคนที่ต้องทำงานใช้พละกำลังมาก ต้องปีนป่าย ก่อสร้าง ขอให้หยุดงาน 1 วัน เพราะร่างกายของแต่ละคนสามารถฟื้นฟูร่างกายได้ช้าเร็วแตกต่างกัน

ทั้งนี้ สำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารเสริม วิตามินต่าง ๆ ก็ไม่มีข้อห้ามไม่ให้บริจาคโลหิต แต่อาจจะทำให้ผู้ที่รับประทานของพวกนี้มีปัญหานิดหน่อย เช่น การรับประทานวิตามินอีจะทำให้เลือดหยุดยากนิดหน่อย อาจจะต้องกดสำลีซับเลือดนาน หรืออาจจะทำให้ผิวเนื้อช้ำง่าย

การให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการบริจาคโลหิต นับว่าเป็นการทำกุศลครั้งใหญ่ในชีวิต เพราะสามารถนำไปต่อลมหายใจของผู้ป่วยที่ต้องการโลหิตในการรักษาโรค

เรื่องดีๆ ของคนกิน `แห้ว`

เรื่องดีๆ ของคนกิน `แห้ว`

สรรพคุณทางยา บรรเทาริดสีดวงทวาร อาการคลื่นไส้อาเจียน เพิ่มความอยากอาหารในเด็ก ขับปัสสาวะ ละลายเสมหะ บำรุงปอด บำรุงครรภ์ บำรุงธาตุ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดความดันโลหิต แก้พิษหัด น้ำแห้วสดช่วยบำรุงตับ กระเพาะอาหาร แก้อาการตาแดง แก้อาการเมาสุรา นอกจากนี้ในแห้วยังมีสารที่ชื่อว่า “Puchin” ที่มีสรรพคุณในการช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี

แห้วจึงไม่ใช่แห้วอย่างชื่อความหมาย แถมรสชาติยังถูกปากและสามารถทำได้หลากหลายเมนู แห้วเพียง ½ ถ้วยตวง ถ้วยตวง มีโพแทสเซียมสูงถึง 360 มิลลิกรัม และการบริโภคถึง 4.7 กรัมต่อวัน ยังจะช่วยระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทให้ทำงานปกติ ร่างกายแข็งแรง จึงจัดเป็นหนึ่งในยาอายุวัฒนะอีกด้วย

สุขภาพดีสร้างได้ แค่เริ่มดื่ม ‘น้ำ’

สุขภาพดีสร้างได้ แค่เริ่มดื่ม ‘น้ำ’

เพราะ “น้ำ” เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย โดยเฉพาะในวัยเด็ก น้ำมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการสร้างวินัยที่ดีเรื่องการดื่มน้ำ จึงเป็นหนึ่งในการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเด็กๆ

ผศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า ร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 2 ใน 3 หรือ 80% ของน้ำหนักตัว โดยเฉพาะในเด็กทารกแรกเกิด แต่เมื่อโตขึ้นร่างกายจะมีสัดส่วนของน้ำในร่างกายลดลง โดยเป็นส่วนประกอบของเลือดหรือน้ำเหลืองในหลอดเลือด ส่วนที่เหลือก็จะกระจายไปตามเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งน้ำมีประโยชน์ในการส่งเสริมการทำงานของกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย

“ยกตัวอย่างระบบการเผาผลาญอาหารและการทำงานของร่างกาย ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำ ถ้าร่างกายขาดน้ำก็จะทำให้การเผาผลาญในร่างกายหรือการทำงานของระบบหรืออวัยวะต่างๆ ในร่างกายบกพร่องไป เช่นเดียวกับระบบการย่อยอาหาร ซึ่งน้ำจะเข้าไปคลุกเคล้ากับอาหารที่รับประทานเข้าไปเพื่อช่วยให้การย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ส่วนระบบการขับถ่ายของเสีย น้ำมีส่วนสำคัญในการขับของเสียทั้งในรูปของเหงื่อและปัสสาวะ โดยเลือดจะเข้าไปฟอกของเสียที่ไต และจะขับถ่ายออกมาเป็นปัสสาวะ รวมถึงลำไส้ใหญ่ หากดื่มน้ำน้อยอาจจะทำให้ท้องผูกได้”

ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง คุณพ่อคุณแม่จึงควรสร้างวินัยที่ดีให้กับลูกตั้งแต่ยังเป็นเด็กด้วยการดื่มน้ำสะอาดให้ครบตามความต้องการในแต่ละวันเพื่อคืนความสดชื่นให้กับร่างกายจากการสูญเสียน้ำจากการที่เด็กทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน วิธีง่ายๆ คือการส่งเสริมให้ลูกน้อยดื่มน้ำ 8 ช่วงเวลา เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำต่อวันเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

“เริ่มต้นแก้วแรกของวัน ด้วยการดื่มน้ำ 1 แก้วหลังตื่นนอนเพื่อคืนความสดชื่นพร้อมรับวันใหม่ ถัดมาคือหลังอาหาร 3 มื้อ เพื่อช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบย่อยอาหารในระหว่างวัน เด็กๆ ควรเติมความสดชื่นระหว่างช่วงพักเรียนและเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ ก็อย่าลืมคืนความสดชื่นหลังเสียเหงื่อ จากนั้นเติมน้ำให้สมอง ดื่มน้ำอีกแก้วในช่วงทำการบ้านทบทวนบทเรียน ส่งท้ายวันด้วยการดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนเข้านอนและหลับฝันดี”

ทั้งนี้ ปริมาณการดื่มน้ำต่อวันต้องพิจารณาถึงอาหารในรูปของเหลวอื่น เช่น นม น้ำแกง น้ำซุป เป็นต้น และต้องพิจารณาถึงความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากกิจกรรมที่ลูกทำระหว่างวันด้วย

ปลาทู` ของดีที่ไม่ควรมองข้าม

ปลาทู` ของดีที่ไม่ควรมองข้าม

ขณะที่เราๆ นั้นเอะอะอะไรก็ปลาแซลมอนกันไปหมด จนลืมปลาทูไทยหน้างอคอหักแถวแม่กลอง ราคาก็ถูกกว่าแซลมอนหลายบาท โอเมก้า 3 ก็เยอะมาก โดยเนื้อปลาทู 100 กรัม จะให้โอเมก้า 3 ประมาณ 2-3 กรัม ซึ่งเพียงพอที่ร่างกายต้องการ

นำปลาทูนึ่งทอดกินกับน้ำพริก ต้มยำปลาทู เมี่ยงปลาทู ปลาทูทอดขมิ้น ฉู่ฉี่ปลาทู เยอะแยะได้อีกหลายเมนู แล้วยังมากมายด้วยคุณค่าอีกด้วย เพียงแต่บางเมนูจะทำลายโอเมก้า 3 ไปมากด้วยความร้อนสูง เราจึงต้องเลือกกันหน่อยว่าจะนำปลาทูมาทำอะไรกินกันดีเพื่อให้ได้โอเมก้า 3 กันเต็มๆ

ปลาทูทอด การทอดปลาทูในน้ำมันจะทำให้โอเมก้า 3 ถูกทำลาย ละลายหายไปอยู่ในน้ำมัน ดังนั้นจึงอาจทอดปลาทูด้วยไฟกลางในน้ำมันแบบแค่พอเปื้อนกระทะเพื่อให้น้ำมันร้อนๆ ทำให้หนังปลาทูพองเหลืองน่ากิน

ต้มยำปลาทูสด เป็นเมนูที่นอกจากจะได้คุณค่าของปลาทูแล้ว ยังได้ซดน้ำที่อุดมไปด้วยคุณค่าจากสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ข่า หอมแดง ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว และพริกขี้หนู แบบนี้คุณค่าเต็มเปี่ยมไม่ไปไหนแน่

เมี่ยงปลาทู เป็นเมนูโอเมก้า+สมุนไพร ที่อร่อยเต็มคำ เต็มคุณค่า

ยำปลาทู-ขนมจีน เป็นเมนูแนะนำ ที่อิ่มแบบไม่ต้องมีข้าวสวย แล้วโอเมก้า 3 ยังไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนสูงอีกด้วย เพราะเราจะใช้ปลาทูนึ่งมาแกะเนื้อยำกับสารพัดสมุนไพรอย่างตะไคร้ ผักชีฝรั่ง หอมแดง บีบมะนาว น้ำปลา แล้วคลุกเข้ากับขนมจีน เติมน้ำปลาและมะนาว พริกขี้หนูซอยเพิ่มให้ได้รสยิ่งขึ้น

คุณค่าในปลาทู มีตั้งแต่ วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส เพื่อไปซ่อมแซมกระดูกและฟัน รักษาระบบประสาท การทำงานของหัวใจ

ไอโอดีน ส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมน ควบคุมการทำงานของร่างกายให้เจริญเติบโตอย่างปกติ

กรดอะมิโนโปรตีน ที่จำเป็นต่อร่างกายสูงกว่าปลาชนิดอื่น โดย เฉพาะไลซีน ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น และข้อ ส่วนทรีโอนีน ซึ่งจำเป็นต่อความเจริญเติบโตในวัยเด็ก

โอเมก้า 3 ประโยชน์จากโอเมก้า 3 ต่อร่างกายนั้นมากมาย เช่น ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากช่วยป้องกันการเกิดก้อนไขมันในสมอง ช่วยลดภาวะการอักเสบของร่างกาย ช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิ ความจำ และปรับสมดุลอารมณ์

ข้อควรระวัง หญิงมีครรภ์ไม่ควรรับประทานปลาทู รวมถึงปลาและสัตว์น้ำประเภทอื่นมากจนเกินไป เพราะเป็นอันตรายต่อพัฒนาการสมองของเด็กในครรภ์โดยสารเมธิลเมอร์คิวรี่ ซึ่งเกิดจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยจากโรงงานอาจปนเปื้อนในตัวปลา

ปลาทูอร่อยต้องเป็นปลาทูในช่วงเดือน 8-11 โดยเฉพาะปลาทูแม่กลอง เพราะเป็นช่วงน้ำหลาก ทำให้ระบบนิเวศสามน้ำนำความสมบูรณ์มาเป็นอาหารของปลา จึงทำให้ปลาทูที่จับได้ในช่วงเดือนนี้มีเนื้ออร่อยที่สุด แต่ถึงยังไงเราก็ยังควรกินปลาทูกันตลอดทั้งปีด้วยนะคะ ไม่จำเป็นต้องรอกินเฉพาะช่วงอร่อยเท่านั้น เพื่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพสมองด้วยค่ะ

แตงกวา

แตงกวา

แตงกวา มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย เป็นพืชประเภทผักปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็ว การเก็บรักษาง่ายกว่าผักชนิดอื่น ๆ เป็นพืชล้มลุก มีรากแก้วและรากแขนงจำนวนมาก สามารถแผ่กว้างและหยั่งลึกได้มากถึง 1 เมตร ลำต้นเป็นเถาเลื้อยยาว  นับเป็นพืชผักสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ผู้คนนิยมนำมาใช้เพื่อประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น นำมาช่วยแก้อาการเจ็บคอ โดยใช้น้ำคั้นจากผลแตงกวามากลั้วคอวันละ 3 ครั้งจะช่วยทำให้อาการดีขึ้น

และจากผลงานวิจัยพบว่าแตงกวามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ อ่อน ๆ ในการช่วยยับยั้งแบคทีเรีย กระตุ้นลำไส้เล็ก กระตุ้นการสร้างแบคทีเรีย ยับยั้งไทรอยด์เป็นพิษ ต่อต้านการกลายพันธุ์ ต้านการเจริญเติบโตของเนื้องอก ช่วยฆ่าพยาธิ และช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ไปจนถึงการนำมาใช้ลบรอยแผลเป็น เป็นต้น

อ้อยแดง : แก้ร้อนในกระหายน้ำ

อ้อยแดง : แก้ร้อนในกระหายน้ำ

ชื่ออื่น : อ้อยดำ อ้อยขม กะที ฯลฯ นํ้าอ้อยมีรสหวาน คุณสมบัติเย็น แก้ร้อนในกระหายนํ้า แก้ไอ ขับปัสสาวะ แก้พิษเหล้าเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการคอแห้งกระหายนํ้า ไข้สูง ปัสสาวะน้อยและเหลือง อุจจาระแข็ง อาเจียน เป็นต้น

สรรพคุณ

1.ทั้งต้น – แก้ปัสสาวะพิการ แก้ขัดเบา แก้ช้ำรั่ว แก้โรคนิ่ว แก้ไอ

2.ต้น – แก้อาการขัดเบา แก้ปัสสาวะพิการ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษตานซาง บำรุงธาตุน้ำ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้เสมหะเหนียว ทำให้ชุ่มชื่นในลำคอ ในอก บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ขับน้ำเหลือง แก้ช้ำใน รักษาโรคไซนัส

3.น้ำอ้อย – รักษาโรคนิ่ว บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่นในลำคอ แก้เสมหะ แก้หืด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไอ ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง เจริญอาหาร

อ้อยแดง : แก้ร้อนในกระหายน้ำ thaihealthตำรับยา

1. อาการไอขณะออกหัด : ทั้งต้น (ทั้งเปลือก ให้ตัดส่วนข้อทิ้ง) และหัวแห้ว จำนวนพอสมควร ต้มดื่มต่างนํ้าชา

2. ทางเดินปัสสาวะอักเสบ : นํ้าอ้อยคั้น นํ้าเง่าบัวคั้น อย่างละ 30 มิลลิกรัม ผสมกัน กินวันละ 2 ครั้ง

3. สตรีมีครรภ์อาเจียน : นํ้าอ้อยคั้น 1 แก้ว ใส่นํ้าขิง 1 ช้อนชา ดื่มวันละ 2-3 ครั้ง

4. คอแห้งกระหายนํ้า : ให้ดื่มนํ้าอ้อยบ่อยๆ หรือจะใส่นํ้าขิงลงไป เล็กน้อยก็ได้

5. กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง : นํ้าอ้อยคั้น 1 แก้ว ใส่นํ้าขิงลงไปเล็กน้อยวันละ 2-3 แก้ว

6. ท้องผูก : นํ้าอ้อยและนํ้าผึ้งปริมาณเท่ากัน ดื่มก่อนนอน

7. ทอลซิลอักเสบชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรัง : ใช้อ้อย หัวแห้ว รากหญ้าคาจำนวนพอประมาณ ต้มดื่มต่างนํ้าชา

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

ไข่มดแดง

  ไข่มดแดง

กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าไข่มดแดง มีโปรตีน 8.2 กรัมต่อไข่ 100 กรัม ตัวมดแดงมีกรดน้ำส้ม ให้รสเปรี้ยว ใช้แทนมะนาวหรือน้ำส้มสายชูได้

ในทางสมุนไพรคนไทยเมื่อก่อนนิยมนำมาขยำแล้วสูดดม แก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย หรือใช้แก้ท้องร่วงด้วยการเอาเนื้อไก่บ้านแหย่เข้าไปในรังมดแดง แล้วดึงออกมาใช้มือขยำ นำไปย่างไฟให้สุก กินขณะที่ยังร้อน อาการท้องร่วงจะบรรเทาและหายไป และแก้ท้องผูกด้วยการนำมดแดงมาต้ม ใส่น้ำสะอาด 1-2 ถ้วย พอเดือดยกลง แต่งรสโดยใช้เกลือพอเหมาะ กรองด้วยผ้าขาวบาง ดื่มทันที เป็นต้น ส่วนการนำมาประกอบอาหารหลายพื้นที่จะนิยมทำเป็นยำกินเป็นอาหาร

เรื่องน่ารู้ : ฟักข้าว

เรื่องน่ารู้ : ฟักข้าว

ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ในประเทศจีนตอนใต้ เมียนมา ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบังกลาเทศ เป็น ไม้ล้มลุก ประเภทเถาเลื้อย มีมือเกาะ

ลูกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด เป็นพืชที่ผลมีเบตาแคโรทีนสูงกว่าแครอท 10 เท่า และมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอดส์ (HIV) และยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ อีกด้วย และได้ทำการจดสิทธิบัตรในประเทศ ไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว